เชื่อหรือไม่... คำตอบของคนส่วนใหญ่เกือบร้อยทั้งร้อย จะนึกถึงภาพคนที่มี “รายได้สูงๆ” “มีทรัพย์สินเงินทอง มากมาย” หรือ “คนที่ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย” เป็นลำดับต้นๆ เพราะรายได้และทรัพย์สินเป็นเหมือนสิ่งที่แสดงฐานะ ทางสังคม สื่อให้เห็นถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของบุคคล จึงไม่ใช่เรื่องแปลก... ที่ทุกวันนี้ เราเห็นผู้คนวิ่งวุ่นอยู่กับการทำงานอย่างหนัก เพื่อหาเงินมาจับจ่ายใช้สอยซื้อข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ไว้สร้างความสุขความสะดวกสบายให้ตนเอง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร หากคนๆ นั้นรู้จักกินอยู่อย่างพอดี ไม่พยายามก่อหนี้ และมีเงินเก็บออมพอประมาณ แต่สำหรับคนที่ชอบกินอยู่เกินฐานะ ใช้จ่ายมากกว่าที่หาได้ ดิ้นรนกู้หนี้ยืมสิน ผ่อนทุกอย่างในชีวิตเท่าที่จะผ่อนได้ คนเหล่านี้แม้จะมีเฟอร์นิเจอร์รอบกาย แต่หนี้ก็รอบตัว อย่างนี้เราถือว่ายังไม่มั่งคั่ง เพราะยังดิ้นรนผ่อนเดือนชนเดือนอยู่
ถ้าอย่างนั้นความมั่งคั่งคืออะไร
แล้วจะรู้่ได้อย่างไรว่ามั่งคั่งแล้ว
ขอบพระคุณความรู้ดี จาก TSI | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ความมั่งคั่ง BY TSI
คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ
คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ
ที่ดีแล้ว ยังต้องฝึกฝนตัวเองอย่างสม่ำเสมออีกด้วย จะเห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะมักจะมีสไตล์ในการเล่นที่แตกต่างกัน
ไม่มีสไตล์ไหนที่ชนะตลอดหรือแพ้ตลอด
ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องพยายามหาสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเราและมีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้เราชนะในเกมการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเองที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร ใครจะรู้ สไตล์การลงทุนของตัวคุณเองอาจจะประสบ
ความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ
ความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ
คุณสมบัติ #1 : มีความรอบรู้ (Breadth)
จากการศึกษาพบว่าผู้ประสบความสำเร็จในการลงทุนมักมีความกระตือรือร้น สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว นอกจากข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงแล้ว พวกเขายังให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆ ด้วย เช่น George Soros มีความสนใจเรื่องปรัชญาและได้เข้าไปทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเมืองระดับโลกด้วย นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อ
ประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น
กรณีวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทย ปี 2540 นั้นได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น
ประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น
กรณีวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทย ปี 2540 นั้นได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น
คุณสมบัติ #2 : ช่างสังเกต (Observation)
นักลงทุนที่ดีควรจะสวมวิญญาณนักสืบ เป็นคนที่ช่างสังเกต ใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ ของหุ้นต่างๆ ได้
ยิ่งคุณจำรายละเอียดได้มากเท่าใด คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น กล่าวกันว่า Warren Buffet นั้น เป็นคนช่างสังเกตและสามารถจดจำรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ ของบริษัทที่เขาไปลงทุนได้มากมายอย่างน่าทึ่ง ราวกับว่าตัวเขาเป็นเหมือน “สารานุกรมเคลื่อนที่” ทีเดียว
ยิ่งคุณจำรายละเอียดได้มากเท่าใด คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น กล่าวกันว่า Warren Buffet นั้น เป็นคนช่างสังเกตและสามารถจดจำรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ ของบริษัทที่เขาไปลงทุนได้มากมายอย่างน่าทึ่ง ราวกับว่าตัวเขาเป็นเหมือน “สารานุกรมเคลื่อนที่” ทีเดียว
คุณสมบัติ #3 : ไม่มีอคติ (Objectivity)
นักจิตวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็น “สัตว์สังคม” เมื่อได้มารวมกลุ่มกันเข้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมกับผู้อื่น จึงมี
ความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดพฤติกรรม “สัญชาติญาณ
ฝูงสัตว์” (herd instinct) เหมือนกับสัตว์ต่างๆ ที่มักจะคล้อยตามจ่าฝูง นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า
ความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดพฤติกรรม “สัญชาติญาณ
ฝูงสัตว์” (herd instinct) เหมือนกับสัตว์ต่างๆ ที่มักจะคล้อยตามจ่าฝูง นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า
คุณสมบัติ #4 : รักษาวินัย (Discipline)
นักลงทุนจะต้องมีความอดทนในการรอคอย เพราะโอกาสดีๆ หรือความคิดดีๆ สำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้น
ทุกวัน เช่น Warren Buffet ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เขาเคยบอกว่าเคล็ด (ไม่) ลับของความสำเร็จในการลงทุน
ของเขาก็คือต้องรู้จักอดทนอดกลั้น รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง” (ภาษา
นักเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบมาก) เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก
ทุกวัน เช่น Warren Buffet ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เขาเคยบอกว่าเคล็ด (ไม่) ลับของความสำเร็จในการลงทุน
ของเขาก็คือต้องรู้จักอดทนอดกลั้น รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง” (ภาษา
นักเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบมาก) เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก
คุณสมบัติ #5 : มีความลึก (Depth)
โดยปกติ “ความลึก” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเรามีสมาธิ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเพ่งความคิดให้แน่วแน่อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (focus) และสามารถคิดได้อย่างมีอิสระ Soros จะไม่ยอมให้มีใครรบกวนเลยเวลาที่เขาทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพราะมีข่าวใหญ่บางอย่างเข้ามากระทบ เขาก็ยังไม่ยอมให้ใครคนไหนเข้าพบเพื่อมาสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบให้ฟัง จนกว่าเขาจะได้ “จัดการ” กับการลงทุนของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน
คุณสมบัติ #6 : มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
ในการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมของไทย เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันด้วย มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อลดทอนความเสียหายได้
คุณสมบัติ #7 : มีฉันทะในสิ่งที่ทำ (Passion)
นักลงทุนระดับปรมาจารย์ทุกคน “รัก” อาชีพการลงทุน พวกเขามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ทำมากกว่าจะคิดเรื่องของผลตอบแทน
ที่ได้ Warren Buffet เคยพูดว่าตัวเขาเองว่า...Enjoy the process rather than the proceeds… รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล” มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”
ที่ได้ Warren Buffet เคยพูดว่าตัวเขาเองว่า...Enjoy the process rather than the proceeds… รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล” มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”
คุณสมบัติ #8 : มีความยืดหยุ่น (Flexibility)
ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น ต้องเปิดใจพร้อมที่จะยอมรับข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด/ความเชื่อบางอย่างตายตัวเกินไปอาจเป็นการโยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา (ตกเครื่องบิน) หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุน (เครื่องบินตก) ก็ได้ ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จ
จะต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ถ้าหากพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาดก็ต้องยอม “ตัดขาดทุน” (cut losses) เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้ “กำไรเพิ่มพูน” (run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด/ความเชื่อบางอย่างตายตัวเกินไปอาจเป็นการโยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา (ตกเครื่องบิน) หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุน (เครื่องบินตก) ก็ได้ ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จ
จะต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ถ้าหากพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาดก็ต้องยอม “ตัดขาดทุน” (cut losses) เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้ “กำไรเพิ่มพูน” (run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย
ทั้งหมดนี้คือคุณสมบัติที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมีอยู่คล้ายกัน หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจในการลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงิน
ในอนาคต สามารถนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนเอง และหากสนใจที่จะเรียนรู้กลยุทธ์การลงทุน และการบริหารเงินส่วนบุคคล ไม่ควรพลาดหนังสือชุด อยากรวย ต้องรู้ เคล็ด (ไม่) ลับ สู่....อิสรภาพทางการเงิน ทั้ง 4 เล่ม จากตลาดหลักทรัพย์
แห่งประเทศไทย
ในอนาคต สามารถนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนเอง และหากสนใจที่จะเรียนรู้กลยุทธ์การลงทุน และการบริหารเงินส่วนบุคคล ไม่ควรพลาดหนังสือชุด อยากรวย ต้องรู้ เคล็ด (ไม่) ลับ สู่....อิสรภาพทางการเงิน ทั้ง 4 เล่ม จากตลาดหลักทรัพย์
แห่งประเทศไทย
By TSI
การลงทุนคืออะไร
“การลงทุน” คือ การที่เราใช้จ่ายเงินสดรูปแบบหนึ่งในปัจจุบัน โดยมุ่งหวังจะได้รับ
ผลตอบแทนจากการใช้จ่ายนั้นในอนาคต ซึ่งผู้ลงทุนเชื่อว่าเงินสดหรือผลตอบแทน
ส่วนเพิ่มที่จะได้รับคืนนั้น จะสามารถชดเชยระยะเวลา อัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่
อาจเกิดขึ้นได้อย่างคุ้มค่า หรืออาจกล่าวได้ว่า
“การลงทุน” หมายถึง การออมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น ซึ่งเราจะต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน การตัดสินใจนำเงินออมมาลงทุน เราจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้รับผลตอบแทน
ตามที่คาดหวังไว้และเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุน.
ในตลาดการเงินปัจจุบัน มีทางเลือกสำหรับการลงทุน
ให้เราเลือกมากมาย ทั้งสินทรัพย์ทางการเงิน
(Financial Assets) ประเภทพันธบัตร หุ้นกู้
หุ้นทุนกองทุนรวมประเภทต่างๆ หรือ สินทรัพย์ที่จับต้องได้
(Tangible Assets) เช่น ทองคำ ที่ดิน อาคาร เพชรนิลจินดา
เครื่องประดับ การมีความรู้ความเข้าใจในสินทรัพย์ที่จะลงทุน
จึงมีความสำคัญต่อเรามาก การลงทุนโดยไม่มีความรู้ หรือไม่เข้าใจในเรื่องความเสี่ยงและทางเลือกในการลงทุนดีพอ ถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด
การลงทุนอย่างถูกวิธีและมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องจะช่วยให้เรามีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นและสร้างความมั่งคั่งได้รวดเร็วขึ้น การลงทุนที่มี
การกระจายการลงทุนอย่างดียังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของผลตอบแทนที่จะได้รับ จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ เงินลงทุนยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย เพราะเงินส่วนนี้จะหมุนเวียนไปยังผู้ขาดแคลนเงินทุนหรือผู้ที่ต้องการเงินทุนผ่านตัวกลางทางการเงินหลากหลายรูปแบบในระบบการเงิน ให้ได้นำไปใช้ในการพัฒนาหรือขยายธุรกิจ ทั้งในรูปของเงินให้กู้หรือเงินลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทต่างๆ
ธุรกิจต้องการเงินทุนเพื่อการเริ่มธุรกิจ การสร้างโรงงาน การซื้อเครื่องจักร การจ้าง
แรงงาน การซื้อวัตถุดิบ การขยายการผลิต รวมทั้งการลงทุนในโครงการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งการผลิตและการลงทุนเหล่านี้จะก่อทำให้เกิดการจ้างแรงงาน และส่งผล
ต่อเนื่องไปสู่ธุรกิจภาคส่วนอื่นๆ การลงทุนจึงเป็นตัวสะท้อนความมั่งคั่งของประเทศที่สำคัญอีกด้วย
| งานวิจัยของ Marilyn MacGruder Barnwall แห่ง MacGruder Agency แบ่งประเภทของนักลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
การกำหนดจำนวนเงินลงทุนที่เหมาะสม เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการลงทุน การนำเงินออมหรือเงินสำหรับ
การใช้จ่ายมาลงทุนมากเกินไป อาจจะทำให้เราประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง กดดันตัวเองมากเกินไป ในขณะที่การจัดสรรเงินเพื่อการลงทุนที่น้อยเกินไป อาจทำให้เสียโอกาสในการสร้างผลตอบแทนตามที่ควรจะได้รับ ซึ่งการจัดสรรเงินสำหรับการลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสมจะทำให้การลงทุนของเราเป็นไปอย่างสมดุล ข้อควรคำนึงในการจัดสรรเงินเพื่อการลงทุน คือ เราควรมีเงินออมและเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินในจำนวนที่ เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายประมาณ 3 - 6 เดือน ซึ่งเงินสำหรับการลงทุนควรเป็นเงินส่วนที่เกินจากเงินออมและเงินสำรอง เพราะการลงทุนมีความเสี่ยงที่เราอาจจะสูญเสียเงินลงทุนไป การนำเงินออมหรือเงินสำรอง มาลงทุนจึงอาจจะทำให้เราประสบปัญหาได้ การกำหนดนโยบายการลงทุน เริ่มต้นจากการกำหนด เป้าหมายและวัตถุประสงค์การลงทุนที่ชัดเจน ลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตนเองจำนวน 5,000,000 บาท เพื่อใช้จ่ายหลังการเกษียณ ลงทุนเพื่อเป็นทุนการศึกษาของลูกจำนวน 3,000,000 บาท ลงทุนเพื่อต้องการให้มีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้นเดือนละ 5,000 บาท เมื่อเรามีเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจนแล้ว ก็จะสามารถ กำหนดอัตราผลตอบแทนที่ต้องการจาก การลงทุนได้ ซึ่งอัตราผลตอบแทนที่ต้องการจาก การลงทุนจะทำให้เราเลือกสินทรัพย์หรือจัดสรร การลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยการกำหนดนโยบายการลงทุนจะต้องครอบคลุม - เป้าหมายและวัตถุประสงค์การลงทุน - อัตราผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุน - ระยะเวลาการลงทุน - ประเภทของสินทรัพย์ที่จะลงทุน - การจัดสรรเงินลงทุน เช่น ถ้ามีเงินลงทุนจำนวน 100,000 บาท ต้องการ ผลตอบแทนเดือนละ 5,000 บาท จะต้องลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเดือนละ 5% เป็นต้น
| ||||
วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556
ถ้าหากว่าคุณได้มีประสบการณ์ ในการลงทุนมาสักพักหนึ่ง
คุณอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า
90% คือจิตวิทยาการลงทุน อีก 10% อยู่ที่วิธีการลงทุน
เคยสงสัยไหมว่า จริงๆแล้วมันหมายความว่าอย่างไร …
แล้วเราจะมีวิธีการเรียนรู้ ในการที่จะเล่นเกมนี้อย่างไร?
ในการที่จะประสบความสำเร็จในการ เก็งกำไรหรือจากการลงทุนของคุณ
และนี่คือสิ่งที่เราจะมาหาคำตอบ กัน
วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของ “จิตวิทยาการลงทุน” กันค่ะ
ในตลาดหุ้นนั้นมีทางอยู่สองหนทา ง ที่ราคาหุ้นจะเคลื่อนไหวไปได้
นั่นคือ “ขึ้น” หรือ “ลง” เท่านั้นค่ะ
แล้วอะไรล่ะ! คือสิ่งที่แยกนักเล่นหุ้นที่ประ สบความสำเร็จออกจากนักเล่นหุ้นท ี่ล้มเหลว?
ผู้เชียวชาญบอกกับเราว่า..มันคื อมุมมอง ที่คุณมีต่อเกมนี้ค่ะ!
ในเกมการลงทุนนั้น.. มันเป็นเกมระหว่างคุณ กับนักลงทุนคนอื่นๆ
และ.. บ่อยครั้งมากๆที่….
ราคาของหุ้นนั้น จะแยกตัวไปคนละทางกับมูลค่าตามป ัจจัยพื้นฐานของมัน
โดยที่มันถูกขับเคลื่อนไปด้วยอา รมณ์ของฝูงชน
และคุณควรจะตระหนัก หรือรับรู้ไว้ว่า..นี่คือแรงขับ เคลื่อนของตลาดหุ้นที่แท้จริงคร ับ
ศาสตราจารย์ Werner Debontแห่งมหาวิทยาลัย DEPAUL
คือหนึ่งในผู้บุกเบิกความรู้ในส าขาของ “Behavior Finance”
ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับว่า อารมณ์ของเรานั้นจะมีผลกระทบ ต่อการตัดสินใจในการลงทุนอย่างไ ร
เขาได้กล่าวว่า.. เหตุผลหลักข้อหนึ่ง
ว่าทำไมนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่นั้น ..
จึงมักพบว่ามันช่างยากเย็นเหลือ เกินในการที่จะประสบความสำเร็จใ นตลาดหุ้น
นั่นก็เพราะว่า…
“พวกเขาเชื่อว่า การเคลื่อนไหวของราคามีรูปแบบขอ งมัน
จนเกินกว่าความเป็นจริงครับ”
พูดอีกอย่างก็คือ..
พวกเขามักคิดไปว่า ราคาหุ้นควรจะเป็นอย่างไร
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว
คุณไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอนเล ยว่า
พรุ่งนี้.. จะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง!
“ในการที่จะประสบความสำเร็จในกา รเล่นหุ้นนั้น..
คุณต้องทำสิ่งที่ตรงข้าม กับสัญชาติญาณของมนุษย์ครับ”
Larry Levin คือนักเก็งกำไรที่มีประสบการณ์ม ามากกว่า 20 ในตลาด
ได้บอกกับเราว่า..ความลับในการท ี่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นน ั้น
คือการที่คุณต้องเปลี่ยนวิธีคิด ของคุณ
และเชื่อจริงๆว่า..
คุณไม่มีวันรู้.. ว่าตลาดจะวิ่งไปทางไหนค่ะ
“สำหรับคนส่วนใหญ่นั้น
เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จแล้ว ในเรื่องต่างๆ
พวกเขามักเชื่อว่าพวกเขาจะประสบ ความสำเร็จในตลาดหุ้นได้เช่นกัน
แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ง่ายอย ่างนั้น
ความจริงแล้ว ผมมักพบว่า
คนที่ฉลาดมากๆส่วนใหญ่นั้นมักจะ เป็นคนสุดท้าย ที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น
เพราะพวกเขามักรู้สึกว่า พวกเขาสามารถที่จะ..
รู้ได้ว่า ตลาดจะเป็นอย่างไร!
แต่โดยส่วนใหญ่ หรือโดยเฉลี่ยแล้ว…
มันมักจะไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น
ตลาดไม่อนุญาตให้คุณรู้ดีไปกว่า มันได้หรอก
คุณต้องกลับมาตระหนักให้ดีว่า..
คุณไม่สามารถไปบังคับอะไรมันได้
ดังนั้น คุณจึงควรกลับมาบังคับตัวคุณแทน ”
แน่นอนว่า.. เขาได้เรียนรู้มันมาอย่างเจ็บปว ดค่ะ
“ผมเคยเจ๊งขาดทุนย่อยยับมาแล้วค รับ
ภายในเวลาแค่ 2 ปีเท่านั้นเองครับ!
ในช่วงประมาณปี..
ในช่วงต้นๆปี 1990 ครับ!”
และมันไม่มีอะไรดีขึ้นเลย.. จน Levin ได้เปลี่ยนมุมมองของเขาครั้งใหญ ่
หลังจากนั้น เขาจึงเริ่มกลับมาทำเงินได้อีกค รั้งค่ะ
“ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้
ผมสามารถที่จะทำกำไรได้เกือบ 2 ล้านดอลลาร์แล้ว..
จากการเก็งกำไรในตลาด S&P ครับ”
“ซึ่งผมก็ได้นำผลการลงทุนของผม
ไปเผยแพร่ในเวบไซต์ เพื่อให้ทุกคนได้ศึกษาไว้แล้วคร ับ”
มันคือเวบไซต์www.secretsoftraders.com ค่ะ
แล้วพบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้นะคะ
ในตอนต่อไปนั้น Larry Levinจะมาบอกถึงความลับของเขา
ว่าเขากลับมาทำกำไรได้อย่างไร
และเราจะมาเล่าสู่กันฟัง ถึงเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ
เกี่ยวกับเรื่องของ “จิตวิทยาการลงทุน” กันให้มากกว่านี้ค่ะ
และนั่นคือสิ่งที่จะอยู่ในตอนต่ อไปค่ะ
คุณอาจจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า
90% คือจิตวิทยาการลงทุน อีก 10% อยู่ที่วิธีการลงทุน
เคยสงสัยไหมว่า จริงๆแล้วมันหมายความว่าอย่างไร
แล้วเราจะมีวิธีการเรียนรู้ ในการที่จะเล่นเกมนี้อย่างไร?
ในการที่จะประสบความสำเร็จในการ
และนี่คือสิ่งที่เราจะมาหาคำตอบ
วันนี้เราจะพูดถึงเรื่องของ “จิตวิทยาการลงทุน” กันค่ะ
ในตลาดหุ้นนั้นมีทางอยู่สองหนทา
นั่นคือ “ขึ้น” หรือ “ลง” เท่านั้นค่ะ
แล้วอะไรล่ะ! คือสิ่งที่แยกนักเล่นหุ้นที่ประ
ผู้เชียวชาญบอกกับเราว่า..มันคื
ในเกมการลงทุนนั้น.. มันเป็นเกมระหว่างคุณ กับนักลงทุนคนอื่นๆ
และ.. บ่อยครั้งมากๆที่….
ราคาของหุ้นนั้น จะแยกตัวไปคนละทางกับมูลค่าตามป
โดยที่มันถูกขับเคลื่อนไปด้วยอา
และคุณควรจะตระหนัก หรือรับรู้ไว้ว่า..นี่คือแรงขับ
ศาสตราจารย์ Werner Debontแห่งมหาวิทยาลัย DEPAUL
คือหนึ่งในผู้บุกเบิกความรู้ในส
ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับว่า อารมณ์ของเรานั้นจะมีผลกระทบ ต่อการตัดสินใจในการลงทุนอย่างไ
เขาได้กล่าวว่า.. เหตุผลหลักข้อหนึ่ง
ว่าทำไมนักเล่นหุ้นส่วนใหญ่นั้น
จึงมักพบว่ามันช่างยากเย็นเหลือ
นั่นก็เพราะว่า…
“พวกเขาเชื่อว่า การเคลื่อนไหวของราคามีรูปแบบขอ
จนเกินกว่าความเป็นจริงครับ”
พูดอีกอย่างก็คือ..
พวกเขามักคิดไปว่า ราคาหุ้นควรจะเป็นอย่างไร
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว
คุณไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอนเล
พรุ่งนี้.. จะเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง!
“ในการที่จะประสบความสำเร็จในกา
คุณต้องทำสิ่งที่ตรงข้าม กับสัญชาติญาณของมนุษย์ครับ”
Larry Levin คือนักเก็งกำไรที่มีประสบการณ์ม
ได้บอกกับเราว่า..ความลับในการท
คือการที่คุณต้องเปลี่ยนวิธีคิด
และเชื่อจริงๆว่า..
คุณไม่มีวันรู้.. ว่าตลาดจะวิ่งไปทางไหนค่ะ
“สำหรับคนส่วนใหญ่นั้น
เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จแล้ว
พวกเขามักเชื่อว่าพวกเขาจะประสบ
แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้ง่ายอย
ความจริงแล้ว ผมมักพบว่า
คนที่ฉลาดมากๆส่วนใหญ่นั้นมักจะ
เพราะพวกเขามักรู้สึกว่า พวกเขาสามารถที่จะ..
รู้ได้ว่า ตลาดจะเป็นอย่างไร!
แต่โดยส่วนใหญ่ หรือโดยเฉลี่ยแล้ว…
มันมักจะไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น
ตลาดไม่อนุญาตให้คุณรู้ดีไปกว่า
คุณต้องกลับมาตระหนักให้ดีว่า..
คุณไม่สามารถไปบังคับอะไรมันได้
ดังนั้น คุณจึงควรกลับมาบังคับตัวคุณแทน
แน่นอนว่า.. เขาได้เรียนรู้มันมาอย่างเจ็บปว
“ผมเคยเจ๊งขาดทุนย่อยยับมาแล้วค
ภายในเวลาแค่ 2 ปีเท่านั้นเองครับ!
ในช่วงประมาณปี..
ในช่วงต้นๆปี 1990 ครับ!”
และมันไม่มีอะไรดีขึ้นเลย.. จน Levin ได้เปลี่ยนมุมมองของเขาครั้งใหญ
หลังจากนั้น เขาจึงเริ่มกลับมาทำเงินได้อีกค
“ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้
ผมสามารถที่จะทำกำไรได้เกือบ 2 ล้านดอลลาร์แล้ว..
จากการเก็งกำไรในตลาด S&P ครับ”
“ซึ่งผมก็ได้นำผลการลงทุนของผม
ไปเผยแพร่ในเวบไซต์ เพื่อให้ทุกคนได้ศึกษาไว้แล้วคร
มันคือเวบไซต์www.secretsoftraders.com ค่ะ
แล้วพบกันใหม่ในวันพรุ่งนี้นะคะ
ในตอนต่อไปนั้น Larry Levinจะมาบอกถึงความลับของเขา
ว่าเขากลับมาทำกำไรได้อย่างไร
และเราจะมาเล่าสู่กันฟัง ถึงเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ
เกี่ยวกับเรื่องของ “จิตวิทยาการลงทุน” กันให้มากกว่านี้ค่ะ
และนั่นคือสิ่งที่จะอยู่ในตอนต่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)