Infinite Growth FX

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Trade Options

How to Trade Options
ปัจจัยสำคัญในการเทรดอ๊อพชั่น (Options) ที่ถูกต้อง

1. วิธีการเทรด
การซื้อขายหลักทรัพย์ทองคำ(Gold) สกุลเงิน (Forex) หุ้น (Stock)ดัชนี (Indices) หรือ สินค้าโภคภัณฑ์(Commodities) สามารถทำได้โดยส่งคำสั่งซื้อขาย ผ่านทางอินเตอร์เนทโดยอาจจะทำผ่านหน้าเว็บโดยตรงหรืออาจต้องติดตั้งโปรแกรมลงคอมพิวเตอร์เสียก่อน ขึ้นกับบริษัทที่เป็นตัวแทนนั้นๆ ส่วนราคาของหลักทรัพย์จะอ้างอิงราคาจากตลาดหลักทรัพย์ทาง ยุโรป และ อเมริกา
2. จำนวนเงินลงทุน
การลงทุนซื้อขายทองคำ(Gold) หรือ สกุลเงิน(Forex) เริ่มต้นด้วยเงินที่หลัก ร้อย พัน หรือ หมื่นต้นๆก็สามารถทำกำไรได้แล้วแถมยังสามารถทำกำไรได้มากเกิน 100% ได้ในเวลาไม่กี่วัน ดูตัวอย่างผลการเทรดรายสัปดาห์จากเมนูข้างซ้ายหรือรายวันจากภาพด้านล่าง
3. เลือกเทรดที่ไหนดี
จากตัวอย่างเป็นบริษัทตัวแทนและ platform ที่ผู้เขียนเลือกที่จะลงทุนด้วย และคิดว่าดีที่สุดในทุกๆ เงื่อนไข เนื่องจากได้ผ่านการเทรดมาจากหลายๆที่แล้ว ดังนั้นจึงนำเสนอเฉพาะสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ ตนเองและหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ตัดสินใจลงทุนด้วยการเทรดทองคำ(Gold) หรือ ฟอเร็กส์(Forex) หรือ ออฟชั่น(Options)และเพื่อไม่ให้ผู้ที่สนใจตัดสินใจผิดพลาดในการเลือกเทรด
ข้อดีของการเลือกลงทุนหรือเทรดที่ถูกต้อง
     เปอร์เซนต์ความสำเร็จสูงกว่ามาก ( 80-100 %)
     ไม่ต้องผ่านตัวแทนในบ้านเราจึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ และค่านายหน้า
     ดำเนินการและตัดสินใจด้วยตนเองทุกอย่าง จึงไม่เกิดความผิดพลาดจากการแนะนำของตัวแทน
     ควรใช้เงินลงทุนน้อย เพราะไม่มีเงื่อนไขในการลงทุน บางตัวแทนต้องใช้เงินวางเป็นจำนวนมาก
     เป็นโอกาสของคนที่มีเงินลงทุนน้อยแต่มีเทคนิคดีๆ ที่จะทำกำไร ได้มากและ เป็นรายได้เสริมจนมากพอจน
      กลายเป็นรายได้ประจำ
     การซื้อขายหลักทรัพย์ อย่างฉลาดทำให้เราสามารถทำเงินได้ในทุกสภาวะตลาด และ สภาพเศรษฐกิจ
      (ขอยืนยันด้วยผลงาน)
การเลือกลงทุน หรือเลือกเทรดไม่ถูกที่ และไม่ถูกหลักการจึงทำให้ไม่เกิดกำไรดังที่ต้องการ การเทรดหุ้น หรือหลักทรัพย์ใดๆ ก็ตามล้วนมีหลักการ และ ทฤษฎีที่ใช้ได้ผลจริง เพียงแต่จะมีสักกี่ท่านที่รู้จริงในเรื่องเหล่านี้
จากภาพตัวอย่างการทำเงินจากเมนูด้านบน และ ตัวอย่างด้านล่างดังต่อไปนี้ แสดงให้เห็นว่า "ถ้าไม่ใช้หลักการ หรือ เรียนรู้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำได้แบบนี้" เพราะฉะนั้นก่อนลงทุนควรเรียนรู้วิธีที่ถูกต้องจากผู้ที่ รู้จริงเสียก่อน การซื้อ/ ขายหลักทรัพย์ หรือการเทรดรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น การเทรดทองคำ หรือ การเทรด Forex หรือ การเทรด ออฟชั่น (options) หากไม่มีทฤษฎีรองรับ หรือเทคนิคพิเศษแล้ว คงทำไม่ได้





                        Option  เป็นสิทธิ (ไม่ใช่ข้อบังคับในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่ระบุไว้  ตามจำนวน  ราคา  และภายในเวลาที่กำหนด

            ทั้งนี้ผู้ซื้อ option  จะต้องจ่าย  option  premium  ให้แก่ผู้ขาย  option
·       สิทธิในการซื้อ  เรียกว่า  call option
·       สิทธิในการขาย  เรียกว่า  put  option
·       ผู้ถือสิทธิมีสถานภาพเป็นบวก  (เลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้)
·       ผู้ขายสิทธิมีสถานภาพเป็นลบ (ต้องปฎิบัติตามที่ผู้ถือสิทธิต้องการ)


                                             ใช้สิทธิเมื่อได้รับประโยชน์จาก  option 

               ผู้ถือสิทธิ       

                                              ไม่ใช่สิทธิถ้าสถานการณ์ไม่อำนวย (สละสิทธิโดยยอมให้     
                                               option  หมดอายุและขาดทุนเท่ากับ  option  premium  ที่จ่าย
                                               ให้ผู้ขาย

            Option  มีทั้ง option  ที่มีหุ้นรองรับ  เงินตราต่างประเทศ  อัตราดอกเบี้ย ฯลฯ
           
สิทธิจะซื้อจะขายหุ้น  (Stock  Option)
สิทธิจะซื้อจะขายหุ้นสินทรัพย์ที่ระบุไว้ในสัญญา  คือ  หุ้นสามัญ  ปกติจะกำหนด  100  หุ้น  พร้อมทั้งวันสิ้นสิทธิ  และราคาใช้สิทธิ  โดยมี  clearing  house  ทำหน้าที่เป็นตัวกลางการจัดการซื้อขาย  เป็นคู่สัญญาของแต่ละฝ่าย  และมอบหมายภาระการปฏิบัติตาม
เงื่อนไขของ  option
ตัวอย่าง  call option    ที่มีหุ้นรองรับ    นายไพโรจน์ขายสิทธิในการซื้อ
(call  option)  หุ้น  SRC  จำนวน  100  หุ้น  (สินทรัพย์ที่ระบุไว้)    ราคาหุ้นละ  186  บาท  (ราคาใช้สิทธิภายในเดือนเมษายน  (วันสิ้นสิทธิ  30  เมษายนราคาตลาดหุ้นละ  175  บาท  นายไวพจน์ต้องจ่าย  option  premium   ให้นายไพโรจน์หุ้นละ  บาท

นายไวพจน์จะใช้สิทธิหรือไม่ขึ้นอยู่กับราคาหุ้น  SRC  ในอนาคต
                        1.  ถ้าวันที่  เมษายน  ราคาตลาดหุ้น  SRC  หุ้นละ  210  บาท  และนายไวพจน์พอใจก็จะใช้สิทธิซื้อหุ้นจากนายไพโรจน์  100  หุ้น  และนำหุ้นไปขายที่ตลาดซึ่งจะคำนวณกำไรได้ดังนี้
ขายหุ้น  SRC  100  หุ้น  @  210  บาท                                      21,000  บาท
ราคาทุน  100  หุ้น @  186    บาท                          18,600
option  premium  100  หุ้น  @  4  บาท                       400        19,000  บาท
กำไร                                                                                            2,000   บาท
อัตรากำไร                                         2,000   =      500    %
                                                                         400  
2.            ถ้านายไวพจน์ซื้อ  call option  ไว้แล้วราคาตลาดหุ้น  SRC  ไม่สูงขึ้นเลย
จนกระทั่งวันที่ call option  หมดอายุ (30 เมษายนนายไวพจน์จะไม่ใช้สิทธิ  และขาดทุนเท่ากับ  option  premium  400  บาท
ตัวอย่าง  put  option  ที่มีหุ้นรองรับ     นายไพโรจน์ขายสิทธิในการขาย  (put  option)หุ้น  SRC จำนวน 100  หุ้น (สินทรัพย์ที่ระบุไว้)    ราคาหุ้นละ  170  บาท  (ราคาใช้สิทธิภายในเดือนเมษายน (วันสิ้นสิทธิ 30  เมษายนราคาตลาดหุ้นละ  175  บาท  นายไวพจน์  (ผู้ซื้อสิทธิ) ต้องจ่าย  option  premium  ให้นายไพโรจน์ หุ้นละ  บาท
            นายไวพจน์จะใช้สิทธิหรือไม่ขึ้นอยู่กับราคาหุ้น  SRC
1.            ถ้าวันที่  เมษายน  ราคาตลาดหุ้น  SRC  หุ้นละ  150 บาท  นายไวพจน์
จะซื้อหุ้นจากตลาดและเรียกให้นายไพโรจน์มาซื้อหุ้นจากตนในราคาหุ้นละ   170  บาท
2.            ถ้านายไวพจน์ซื้อ  put  option  ไว้แล้วราคาหุ้น  SRC  ไม่ต่ำลงเลยจน
กระทั่งวันที่  put  option  หมดอายุ (30 เมษายน) นายไวพจน์จะไม่ใช้สิทธิ  และขาดทุนเท่ากับ  option  premium  400  บาท
สิทธิที่จะซื้อเงินตราต่างประเทศ (Currency  Option)
             ตลาด  Montreal Exchange (ME) ประเทศแคนาดาได้นำสัญญา  option  เงินตราต่าง
ประเทศมาซื้อขายครั้งแรกปลายปี 1982  โดยเริ่มจากเงินดอลล่าร์แคนาดาก่อน  เมื่อประสบ
ความสำเร็จก็ได้นำ option  เงินตราสกุลอื่นๆ เช่น  เงินปอนด์  เงินมาร์ค  ฯลฯ  ออกมาซื้อขาย

การซื้อขาย option  เงินตราต่างประเทศจะมีการชำระค่า premium  เช่นเดียวกับ option  ที่มี
หุ้นสามัญรองรับ  ถ้ามูลค่าของเงินตราต่างประเทศสูงขึ้น  ค่า  premium  ของ call option  จะสูง
ขึ้นแต่ค่า  premium ของ  put option จะลดลง
            สิทธิที่จะซื้อเงินตราต่างประเทศ (currency call  options)  เป็นตราสารทางการเงินชนิดหนึ่ง  ที่ผู้ซื้อ call option  ได้สิทธิในการซื้อเงินตราต่างประเทศตามราคาและภายในเวลาที่กำหนดไว้
·       ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนทันทีสูงกว่าราคาใช้สิทธิ  ผู้ถือ call option  จะใช้สิทธิ
เรียกซื้อเงินตราต่างประเทศจากผู้ขายสิทธิ  และขายเงินตราต่างประเทศนั้นก็จะได้กำไร
·       ผู้ถือ  call option  จะใช้สิทธิซื้อเงินตราต่างประเทศหรือไม่ก็ได้ขึ้นกับ
ประโยชน์ที่จะได้รับ

            ตัวอย่าง   นายเฮนรี่ถือ  call  option  ในการซื้อเงินปอนด์  โดยมีราคาใช้สิทธิเท่ากับ    $ 1.50  จ่าย premium $  0.20
·       ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนลดลงเหลือ $1.25  นายเฮนรี่จะไม่ใช้สิทธิ
·       ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเป็น $ 1.75  นายเฮนรี่จะใช้สิทธิเพราะมีกำไร
สิทธิที่จะขายเงินตราต่างประเทศ ( currency put  options )  ผู้ซื้อ put  option  ได้
สิทธิในการขายเงินตราต่างประเทศตามราคาและภายในเวลาที่กำหนดไว้
·       ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนทันทีต่ำกว่าราคาใช้สิทธิผู้ถือ  put  option  จะซื้อเงิน
ตราต่างประเทศจากตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศทันทีและเรียกให้ผู้ขาย put option  มาซื้อเงินตราต่างประเทศจากตนทำให้ได้กำไร
·       ผู้ถือ  put  option  จะใช้สิทธิขายเงินตราต่างประเทศหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับ
ประโยชน์ที่จะได้รับ
            ตัวอย่าง  นายเฮนรี่ ถือ  put option  ในการขายเงินปอนด์ในราคา  $ 1.50 
·       ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนลดลงเหลือ  $ 1.25  นายเฮนรี่จะซื้อเงินปอนด์จาก
ตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศทันทีและเรียกผู้ขาย  put  option  ให้มาซื้อในราคา $1.50 
·       ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเป็น  $1.75  นายเฮนรี่จะไม่ใช้สิทธิเพราะ
ไม่มีกำไร

ตลาดในการซื้อขาย  option  จะผ่านบริษัทนายหน้า  สถาบันการเงิน  และลูกค้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการซื้อขาย  นายหน้าจะเรียกเงินมัดจำจากลูกค้าไว้ป้องกันลูกค้าที่ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้

บทความอื่นๆ

นักลงทุนทุกคนมีจุดอ่อน

นักลงทุนทุกคนมีจุดอ่อน 

แต่น้อยคนนักจะรู้ว่ามันก็คือจุดแข็ง!




เป็นกันแทบทุกคนในโลกนะครับ เรามักจะเอาตัวเราเป็นจุดศูนย์กลางในโลกใบนี้ ใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน แล้วก็เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า เราดีหรือแย่แค่ไหน เมื่อเทียบกับเขา
แถมตั้งแต่อดีตที่เป็นมา มนุษย์เราก็เลือกยกย่องคนที่มีจุดเด่น คนที่สามารถนำหน้าคนอื่นได้ในเรื่องที่ตัวเองถนัด ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ นักกีฬา นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องดี อันนี้ไม่ได้จะว่ากันนะ คนดี คนเก่ง เราต้องยกย่องชมเชย ให้เขาได้มีที่ยืนที่สง่างามในสังคม เพื่อสร้างแรงบรรดาลใจ และชี้ทางเดินให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง
นักฟุตบอลระดับโลกในยุคสมัยนี้ ก็ได้แรงบรรดาลใจมาจากอัฉริยะในโลกลูกหนังสมัยก่อน นักลงทุนที่พอร์ตโตวันโตคืนในวันนี้ ก็ได้ใช้คำแนะนำและได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของนักลงทุนในรุ่นก่อนๆ เป็นแบบนี้ในแทบทุกวงการครับ แต่ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเดินตามรอยคนไม่กี่คนที่อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เหล่านั้นได้
คุณเคยน้อยเนื้อต่ำใจในความเป็นตัวคุณเองบ้างไหม?
ยอมรับมาซะดีๆว่าทุกคนล้วนมีบางสิ่งในตัวที่เรารู้สึกไม่พอใจ แต่บางครั้งก็ไม่รู้ว่าจะปรับมันยังไง สิ่งนั้นหล่ะครับ คือ “จุดอ่อน” ของคุณ
ทุกชีวิตมีข้อบกพร่องหมดนะครับ เพราะข้อบกพร่อง เป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์แบบของโลกเราอยู่แล้ว
??? งงไหม ???
ไอน์สไตน์ ในวัยเด็ก เขามีความพิการทางการอ่านเขียน (dyslexia) เป็นโรคขี้อาย ในวัยเด็กเขาต้องถูกเชิญออกจากโรงเรียนหลายครั้งเพราะความพิการในเรื่องนี้
เวลาเรียน เขาต้องพยายามนั่งเงียบ ๆ เพื่อไม่ให้เป็นจุดเด่น ครูจะได้มองข้าม และไม่ถามคำถามเขา ที่ฮาคือ เขาเคยถูกตราหน้าจากคนที่รู้จักว่าเป็นคนปัญญาอ่อนที่ไม่มีทางจะทำอะไรสำเร็จได้
แต่ด้วยความที่เขาเป็นเด็กเขียนช้า อ่านช้า กลับกลายเป็นทำให้เขามีเวลา..ครุ่นคิดลงไปในรายละเอียดถึงอวกาศและเวลามากกว่าคนทั่วไป ท้ายที่สุด อย่างที่ทุกคนทราบ เขาสามารถพัฒนาทฤษฎีต่างๆซึ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้งโลกให้เป็นแบบที่เราเป็นกันอยู่ทุกวันนี้
ปมด้อย หรือ จุดอ่อนของ ไอน์สไตน์ กลับกลายเป็นจุดแข็งในด้านอื่นสำหรับเขา เห็นรึยัง?!?!
ในแง่ของการลงทุน หลายคนที่ไม่ประสบความเร็จในการลงทุน สาเหตุอาจมาจาก นิสัยที่เป็นจุดอ่อนของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เป็นคนคิดช้า แต่ดันมาเล่นเทรดเร็ว หรือเป็นคนทำอะไรใจร้อน ทำเร็ว แต่ดันไปถือหุ้น VI ซึ่งวิ่งอืดเป็นเรือเกลือ
ถ้าพิจารณากันดีๆแล้ว จุดอ่อนที่สร้างความเสียเปรียบให้คุณในการลงทุน มันอาจเป็นจุดแข็งในการเอาชนะ และอยู่รอดในตลาด หากคุณลองเปลี่ยนกลยุทธ์! 
อย่าเอาแต่ตำหนิ หรือกล่าวโทษ ในสิ่งที่ผิด เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เพราะสิ่งที่เราจะได้กลับไปก็คือ อารมณ์ขุ่นเคือง หงุดหงุด ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระยะยาว ไม่ดีต่อสุขภาพจิต และสุขภาพกายนะเออ มีปัญหาก็แก้กันไป แก้ไม่ได้ก็ต้องยอมรับ อันนี้สำคัญนะ
เคยมีคนแซวนักวิเคราะห์ท่านหนึ่งซึ่งออกมาฟันธงแนวโน้มตลาดในรายการโทรทัศน์ทุกสัปดาห์ บอกว่า ไม่รู้เชิญมาออกรายการได้ยังไง ฟันแนวโน้มตลาดไปทางไหน มันวิ่งผิดทางทุกที ในวงสนทนาก็รุมกันว่าเขา บอกให้ไปเรียนมาใหม่บ้าง บอกให้ไปเปลี่ยอาชีพบ้าง ก็ว่ากันไปกัน สิ่งที่คนในวงสนทนาได้ไปจากเหตุการณ์นี้ก็แค่ความสนุกสนาน แต่สำหรับคนที่เฝ้าติดตามนักวิเคราะห์ท่านนี้ อาจจะเจ็บตัว หรือเข็ด ไม่อยากกลับมาลงทุนในหุ้นอีกเลย
จะเห็นว่า ทั้งวงสนทนา และคนที่เฝ้าติดตามนักวิเคราะห์ท่านนี้ใช้ประโยชน์อะไรจากข้อมูลที่รับมาไม่ได้เลย ก็เพราะเขามองเห็นว่ามันคือ “ข้อบกพร่อง” หรือ “จุดอ่อน”
แต่สมมติผมบอกให้คุณเปลี่ยนความคิดนะครับ…..
ถ้านักวิเคราะห์ท่านนี้ ฟันธงผิดทุกที เราก็ “สวนทาง” เขาซะสิ จะไปนั่งด่าเขาทำไม
นักลงทุนทุกคน มีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมจะประสบความสำเร็จในการลงทุนอยู่ข้างในอยู่แล้ว อย่าพยายามเทียบจุดที่คนอื่นเก่งกว่าเรา ต่างไปจากเรา แล้วพยายามทำตามเขาไปซะหมด อย่าไปมองแต่ข้อบกพร่องของคนอื่น แล้วไปตำหนิเขา
ในโลกของการลงทุน มันไม่มีหรอกครับ จุดอ่อนหรือจุดแข็ง มันมีแต่คุณจะใช้ประโยชน์จากจุดนั้นยังไงมากกว่า วิธีการใช้ประโยชน์ก็คือ เราต้องรู้จักปรับกลยุทธ์ ปรับแนวคิดในการลงทุนให้มันเข้ากับความเป็นตัวเรา หาตัวเองให้เจอ และยอมรับในสิ่งที่เราเป็น เพราะถึงคุณจะไม่ได้เงินออกไปจากตลาดหุ้นอย่างที่หวังในตอนแรก คุณก็ได้รู้จักสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองแล้ว นั้นก็คือ รู้จักตัวเอง

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประเภทของนักลงทุน

จากที่ก่อนหน้านี้หากยังจำได้ที่ผมได้โพสกราฟให้เพื่อนๆลองวิเคราะห์ถึงการเปลี่ย่นแปลงราคาที่เกิดขึ้นในการแสดงผลของราคากับความคิดของนักลงทุนที่ราคาแสดงผลออกมาในรูปของกราฟและในโพสนี้ผมจะมาเพิ่มเติมในส่วนของตัวแปรของราคาเพิ่มเติมที่ส่งผลต่อสภาวะจิตใจของนักลงทุน

ก่อนอื่นผมขอแบ่งประเภทของนักลงทุนออกมาให้เหนก่อนนะครับ

กลุ่มแรกคือกลุ่มของนักลงทุนรายใหญ่ เช่นกลุ่มแบงค์ หรือส่วนของภาครัฐซึ่งในกลุ่มนี้จะอาศัยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก(ผมขอไม่อธิบายแล้วกันครับเดียวจะยืดยาวเกินไปแต่หากอยากทราบก็ลองไล่อ่านในเพจผมนะครับ) และหาจังหวะเข้าจากกราฟราคาซึ่งกลุ่มนักลงทุนส่วนนี้จะมีผลมากในการเปลี่ยนแปลงของราคา

กลุ่มที่สองคือกลุ่มของผู้ที่ใช้สัญญาณเทคนิคเพียงอย่างเดียวซึ่งเทคนิคต่างๆก็ได้แตกแขนงออกมาหลากหลายเทคนิคซึ่งส่วนตัวผมเองก็อยู่ในกลุ่มนี้ซึี่งกลุ่มดังกล่าวจะมีแมงเม่าอยู่ค่อนข้างมากด้วย เนื่องด้วยส่วนใหญ่เข้ามาในตลาดเพราะเห็นราคาที่ล่อตาล่อใจจนทำให้เกิดความโลภและเข้ามาหวังกอบโกยไปโดยง่ายๆ แต่ส่วนใหญ่ก็อย่างที่บอกว่ามีแนวคิดที่ผิดๆในการลงทุนเพราะอะไรนะเหรอเพราะอย่างที่บอกว่าแต่ละคนเข้ามาด้วยความโลภเมื่อคุณมีความโลภเข้ามาแบบเต็มๆแล้วพฤติกรรมการเทรดของคุณก็จะเทรดออกมาแบบโลภคือการ Over trade ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างมาก เมื่อคุณเทรดแบบนี้แล้วแน่นอนว่าความเสี่ยงก็มากเป็นเงาตามตัว มันก็เปลี่ยนได้เหมือนว่าคุณก้าวไปอยู่ในฟากของนักพนันมากกว่าการลงทุนจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากที่คุณจะต้องมีระบบบริการจัดการเงินที่ดีด้วยเช่นกัน

กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่ใช้การวิเคราะห์ทั้งข่าวและกราฟเทคนิคหรือลูกผสมระหว่างกลุ่มแรกและกลุ่มสองแต่กลุ่มนี้ยังเป็นเพียงรายย่อยหรือแมงเม่าอยู่มากพอสมควรเช่นกัน

สำหรับในกลุ่มที่สองหากมองดูแล้วจะแตกต่างกันอย่างชัดเจนแต่สิ่งคล้ายคลึงกันคือกลุ่มที่สามกับกลุ่มที่หนึ่งยังมีสิ่งหนึ่งที่เป็นความเข้าใจผิดๆและเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับคนกลุ่มนี้สิ่งหนึ่งคือเรื่องการวิเคราะห์ด้วยข่าวการวิเคราะห์ของกลุ่มที่ 1 เป็นการใช้ข่าวร่วมกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆด้วยซึ่งเป็นเรื่องของระบบเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่ในกลุ่มที่สามเป็นกลุ่มที่พยายามจะเหมือนกลุ่มที่หนึ่งคือการเอาข่าวมาร่วมในการวิเคราะห์แต่สิ่งที่น่ากลัวคือหลักคิดที่กลุ่มที่สามคิดหลายคนในกลุ่มนี้มีความเชื่อในข่าวจนงมงายผมอยากจะบอกไว้อย่างหนึ่งว่าตัวข่าวเองเพียงข่าวเดียวมันไม่ได้มีผลต่อกราฟทำไมผมจึงบอกไม่มีผลต่อกราฟฟังแล้วอาจจะดูขัดหู ก็นี่หละครับที่ผมจะบอกถึงตัวแปรมันก็คือข่าว

ข่าวไม่ได้มีผลต่อกราฟแต่กราฟเป็นตัวแปรหนึ่งที่จะมีผลต่อสภาวะจิตใจของนักลงทุนให้ตัดสินใจซื้อขาย แต่อย่างไรก็ตามหากข่าวที่ออกมาดีเพียงใดแต่นักลงทุนไม่เห็นด้วยแล้วละก็มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นดังนั้นการเล่นข่าวเป็นตัวๆโดยไม่อิงกับพื้นฐานแล้วก็อันตรายเพื่อนต้องระวังไว้ด้วย การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มที่หนึ่งเป็นการเทรดเพื่อลดความเสี่ยงของมูลค่าของราคาที่เปลี่ยนแปลงแน่นอนว่าไม่ใช่ซื้อขายในระยะหนึ่งหรือสองชั่วโมงหรือวันสองวันแต่การเทรดระบบเศรษฐกิจมูลค่าที่ใช้ระบบจิงมันเป็นระยะยาวเดียวผมจะแยกให้เหนว่าประเภทที่หนึ่งต่างจากกลุ่มอื่นอย่างไร

ยกตัวอย่างราคา ณ ปัจจุบันคือ 1.28996 EUR/USD
คุณลองคิดในความเป็นจิงก่อนว่าหากคุณมีเงิน 1 EUR เดินเข้าไปในธนาคารคุณจะแลกได้ที่ 1.28 USD ซึ่งในส่วนของ 996 คุณจะไม่ได้ เพราะตัวเลขสามตัวท้ายเป็นตัวเลขแค่บนกระดานที่สร้างมาเพื่อการเกรงกำไรของนักเกร็งกำไรโดยตรงดังนั้นคุณลองคำนวนกันดูเอาว่าในกลุ่มที่ 1 ที่เป็นเม็ดเงินหลักที่มีผลต่อเศรษฐกิจซึ่งจะมีผลในระยะยาวเค้าไม่ได้มานั่งเฝ้าข่าวหรือซื้อขายกับข่าวทุกตัว การเล่นข่าวแบบข่าวต่อข่าวเป็นเพียงการเล่นกับอุปสงค์และอุปทานที่เป็นแรงกระพรือของเม่าเท่านั้น
ยกตัวอย่างว่าผู้นำของสหรัฐออกมาประกาศว่าอีก 10 นาทีจะมีการระเบิดเกิดขึ้นใจกลางเมื่อที่เกิดจากการก่อการร้ายคุณลองคิดดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้นแน่นอนว่ากราฟ EUR/USD ได้บินแน่ซึุ่งนักเล่นข่าวก็คิดแบบคุณก็แย่งกันขึนไปซื้อแต่เมื่อ 10 นาทีต่อมาไม่มีการระเบิดเกิดขึ้นตามที่ได้ประกาศจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่ากราฟที่มันเคยบินไปมันจะร่วงกลับลงมาที่เดิม ซึ่งกราฟจะกระชากขึ้นลงในเวลาเพียง 10 นาทีนี่เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆนะครับมันเป็นเรื่องที่อธิบายยากในภาษาเขียนหากไม่เข้าใจก็เข้ามาถามแล้วกันนะครับ ยังมีเรื่องอีกมากที่นักลงทุนหลายคนยังไม่เข้าใจพฤติกรรมของมันยังไงต้องศึกษาให้ดีก่อนนะครับซึ่งหลักคิดนี้ในตลาดหุ้นบ้านเรามันก็ไม่ต่างกัน แต่หากคุณสามารถจับกระแสเงินของกลุ่มที่ 1 ได้คุณก็เล่นไปตามเค้าได้เพราะหากคุณไปฝืนตลาดก็มีแต่เจ็บนอกเสียจากว่าคุณจะมีเม็ดเงินมากกว่าเค้า
ยกตัวอย่างจากกราฟเมื่อวานผมไม่ทราบว่ามีข่าวอะไรมาหรือไม่ผมก็ไม่ทราบเพราะผมเองไม่ไดู้ดูข่าวเลย แต่สิ่งที่เหนเมื่อวานคือนักลงทุนรายใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข่าวๆนั้นแน่นอนราคาก็ร่วงลงมาอีกลองดูจากแท่งเมื่อวานนะครับ






วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การดูข่าวในตลาด Forex


การดูข่าวในตลาด Forex


ติดตามข่าว Forex Factory  วิธีการดูข่าวจาก Forex Factory มีดังนี้ครับ



ทำตามขั้นตอนเสร็จแล้ว กด Save ครับ ต่อไปดูวิธีการดูข่าวครั


มาดูความหมายต่างๆ ซึ่งเป็นส่วยสำคัญในการวิเคราะห์ครับ
  • Actual : เป็นความจริงที่เกิดขึ้นหลังจากมีการประมาณการแล้ว
  • Forecast : เป็นการประมาณการว่าจะเป็นไปในอนาคต
  • Previous : เป็นเวลาก่อนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ยกตัวอย่างครับ



วิเคราะห์ดู EUR ทั้ง 3 ตัวที่ผมวงกลมไว้ครับ 
  • EUR ตัวแรก ข้างหน้าจะเป็นสีแดงเข้ม แสดงว่า มีผลต่อตลาดมากที่สุด (สีแดงเข้ม=มีผลต่อตลาดมาก, สีส้ม=มีผลต่อตลาดปานกลาง, สีเหลือง=มีผลต่อตลาดน้อย, สีขาว= ไม่มีผลต่อตลาด)
  • Previous เท่ากับ 45.8 (ก่อนเกิดเหตุการณ์)
  • Forecast เท่ากับ 48.7 (คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น)
  • Actual เท่ากับ 28.7 (เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง)
  • สรุปผล : ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของ Garman ZEW ลดลง จาก 45.8% เหลือเพียง 28.7% มีผลทำให้ค่าเงิน EUR อ่อนตัว
  • การนำไปใช้ : เนื่องจากเนื้อข่าวมีผลกระทบต่อตลาดมาก (เพราะเป็นสีแดงเข้ม) ทำให้ค่างเิงิน EUR อ่อนค่าลง กราฟที่อยู่ในตลาด Forex ของ EUR ก็จะสู้ของอีกตัวหนึ่งไม่ได้ เช่น EUR/USD ความน่าจะเป็นของกราฟจะตกลง เพราะแรง USD มากกว่า EUR นั้นเองครับ แต่ไม่ได้หมายความว่ากราฟจะเป็นแบบนี้เสมอไปนะครับ มันมีหลายอย่างที่ต้องวิเคราะห์ครับ

หมายเหตุ : หลักการวิเคาะห์หุ้นนั้น บางครั้งต้องใช้จิตวิทยาเข้าช่วยด้วยเหมือนกันนะครับ ยกตัวอย่างข่าวด้านบน คนส่วนใหญ่จะวิเคราะห์ว่าหุ้นนั้นจะลง แต่นักเล่นหุ้นเก่งๆเค้าจะยังไม่รีบขายครับ เค้าจะรอดูว่ามีคนรีบขายเยอะแค่ไหน ถ้ามีไม่มาก พวกนี้เค้าจะรอซื้อหุ้นเพื่อที่จะดันหุ้นให้ขึ้นไปครับ ซึ่งกราฟอาจจะออมมาในรูปแบบ ลงสักแปบนึงแล้วก็ขยับตัวสูงขึ้นครับ แต่มันก็อยู่ที่หลายหตุการณ์นะครับ ต้องวิเคราะห์ให้ดี



การวิเคราะห์ข่าวจากเว็บข่าว Forex Factory



การอ่านข่าวใน ForexFactory.com
Forex News: ข่าวที่มีผลต่อตลาดเงิน จะเป็นข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงินของประเทศต่างๆ ข่าวของแต่ละประเทศ จะมีผลต่อค่าเงินของประเทศนั้น ข่าวที่มีผลต่อค่าเงินมาก ตัวอย่าง เช่น อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate), อัตราจ้างงาน (Employment Change), การประกาศตัวเลข GDP



ถ้าข่าวเศรษฐกิจ ของประเทศ ออกมาดี เช่น การจ้างงานเพิ่มขึ้น, GDP เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นเพิ่มขึ้น ตัวเลขออกมาดี คนแย่งกันซื้อ ค่าเงินก็จะสูงขึ้น ตามหลัก อุปสงค์/อุปทาน ถ้าข่าวออกมาเศรษฐกิจ ไม่ดี คนย่อมไม่อยาก จะถือเงินนั้นไว้ พากันเทขายออกมา ค่าเงินจึงลดลง





เมื่อเรารู้ว่าข่าวทำให้ค่าเงินนั้นๆ ขึ้น จะมีผลต่อราคาคู่เงินที่เราเล่น อย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าข่าวออกมาแล้วค่าเงิน USD (ดอลล่าร์สหรัฐฯ) แข็งขึ้น ดอลล่าร์สูงขึ้น คู่เงินที่มี USD นำหน้า ราคาจะวิ่งขึ้นไป เช่น (USD/JPY, USD/CHF, USD/CAD) และคู่เงินที่มี USD ข้างหลัง ราคาก็จะลดลง เพราะตัวหารเพิ่มขึ้น เช่น (EUR/USD, GBP/USD, AUD/USD, NZD/USD) ถ้า USD อ่อนลง ก็กลับกัน




ข่าวที่สำคัญๆ จะมีต่อค่าเงินมาก ณ.เวลาที่ข่าวออก ราคาของคู่เงินอาจ ขึ้น/ลง มากกว่า 100 จุด ขึ้นอยู่กับ ผลของข่าว ผู้ที่ต้องการเล่นข่าวห้ามพลาดเด็ดขาด ผู้ที่เล่นเทคนิค เล่นตามซิกแนล ควรหลีกเหลี่ยงช่วงข่าวสำคัญ จึงควรศึกษาเกี่ยวกับข่าวให้ดี ถ้าเรามีความรู้เรื่องเศรษฐกิจ การเงิน จะเป็นประโยชน์มากในการวิเคราะห์ข่าวต่างๆ




ขอแนะนำเว็บ www.ForexFactory.com ที่นิยมใช้ในการดูข่าว จะมีปฏิทินแสดงข่าวต่างๆ สามารถดูล่วงหน้า หรือย้อนหลังได้ ถ้ามีเวลาลองเปิดไปดู ข่าวเก่าๆ แล้วลองศึกษาเทียบกราฟราคา ดูผลของข่าวก็ดีครับ

ความหมายข่าวใน ForexFactory.com
ระดับที่เรียกว่าสำคัญมากมีอะไรบ้าง... : ลำดับ ชื่อในปฏิทิน
1 Non farm Payrolls
2 Unemployment Rate
3 Trade Balance : โดยปกติประกาศทุกวันที่ 20 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของ 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยการประกาศจะบอกให้รู้ถึงทิศทางของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งตัวเลข Trade Balance จะสามารถคาดคะเนตัวเลข GDP ในอนาคตได้ ตัวเลข Trade Balance จะนำค่าตัวเลข Export ลบกับ ตัวเลข Import หากผลที่ออกมามีค่าเป็น + จะหมายถึงเศรษฐกิจที่ดี และมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย
4 GDP ( Gross Domestic Production ) : จะประกาศทุก ๆ สัปดาห์ที่ 3 หรือ 4 ของเดือน โดย GDP คือตัววัดที่กว้างที่สุดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ การที่ตัวเลข GDP เปลี่ยนแปลงไปจะหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะบ่งบอกเกี่ยวพันถึงอัตราเงินเฟ้อ การที่ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย
5 PCE Price Deflator ( Personal Consumption Expenditure) : ประกาศทุก ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน โดย PCE จะบอกถึงการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน โดย PCE จะบ่งบอกถึงความสามารถในการจับจ่ายของภาคครัวเรือน โดยตัวเลข PCE ที่สูงจะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่เติบโต ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
6 CPI ( Consumer Price index ) : ประกาศทุก ๆ วันที่ 13 ของเดือน โดย CPI จะเป็นตัววัดเกี่ยวกับระดับราคาของสินค้าและบริการที่ซื้อโดยผู้บริโภค CPI ที่เห็นประกาศกันจะมี CPI กับ Core CPI ซึ่งต่างกันตรงที่ว่า Core CPI จะไม่รวม ภาคอาหารและ ภาคพลังงานโดยปกติ CPI จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงอัตราเงินเฟ้อ โดยตัวเลข CPI ที่สูงจะเป็นตัววัดเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง
7 TICS ( Treasury International Capital System ) : ประกาศทุกวันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน โดย TIC จะรวบรวมข้อมูลของ US เพื่อดูว่าการลงทุนของคน US และ คนต่างชาติเป็นอย่างไรบ้าง โดยหากข้อมูล TICS เป็นตัวเลขที่สูงจะหมายถึงเศรษฐกิจของ US ที่แข็งแกร่งซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
8 FOMC ( Federal open Market committee meeting ) : จะประชุมเมื่อไร ไม่มีตายตัวแน่นอน แล้วแต่เค้าจะนัดกัน โดยการประชุมจะดูภาพรวมและผลของการประชุมที่สนใจกันคือเรื่องของอัตราดอกเบี้ย การปรับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
9 Retail Sales : ประกาศทุกวันที่ 13 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนที่แล้ว โดยจะวัดจากใบเสร็จของการค้าปลีก ซึ่งโดยปกติจะมองในภาพของสินค้า ซึ่งจะไม่สนใจเรื่องของบริการ และอื่น ๆ (เช่นพวกค่าเบี้ยประกัน หรือค่าทนาย) Retail Sales ที่ไม่รวมการซื้อรถ จะเรียกว่า Core Retail Sales โดยการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขการขายจะหมายถึงราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้หมายถึงความต้องการซื้อที่ลดลง การที่ตัวเลข Retail Sales มีตัวเลขที่สูงหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีและแข็งแกร่ง ซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
10 Univ. Of Michigan Consumer Sentiment Survey : ออกทุกวันศุกร์ที่สองของเดือน โดย Michigan Index จะเปรียบเทียบระหว่างดัชนีสองตัวคือ สิ่งที่คาดหวัง และสิ่งที่เป็นไปจริง ๆ ถ้าสิ่งที่คาดหวังไว้และสิ่งที่เป็นจริงมีค่าใกล้เคียงกัน หมายถึงเศรษฐกิจเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่หวังไว้ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
11 PPI ( Producer Price Index ) : ประกาศแถว ๆ วันที่ 11 ของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนก่อน PPI จะเป็นตัววัดราคาของสินค้าในมุมมองของการค้าส่ง PPI ที่ไม่รวมพวกอาหารและพลังงานจะเรียกว่า Core PPI ซึ่งจะถูกจับตามองมากกว่า เพราะจะมีผลกับอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจาก PPI จะเป็นตัวที่ออกมาก่อน CPI หาก PPI มีค่าสูงมักจะทำให้ CPI มีค่าที่สูงตามไปด้วย ดังนั้นการที่ PPI มีค่าสูงจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

ระดับที่เรียกว่าสำคัญ... : ลำดับ ชื่อในปฏิทิน
12 Weekly Jobless Claims : ประกาศทุกวันพฤหัส จะเป็นข้อมูลของสัปดาห์ปัจจุบันรวมถึงวันศุกร์ที่แล้วด้วย ซึ่งจะบอกถึงการว่างงาน โดยปกติจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้จากข้อมูลก่อนหน้าย้อนหลังไปราว ๆ 4 สัปดาห์ แล้วมาทำเป็นกราฟ ทั่วไปแล้วหากมีความเปลี่ยนแปลงเกิน 30,000 จะเป็นสัญญาณบอกถึงการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป (อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง) ตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงคนว่างงานที่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลง
13 Personal Income : ประกาศแถว ๆ วันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน Personal Income เป็นตัววัดเกี่ยวกับรายได้ (ไม่สนว่าจะได้มาจากไหน เช่นพวก ค่าเช่า, ได้มาจากรัฐ, เงินเดือน, ดอกเบี้ย หรืออื่น ๆ) โดยตัวนี้จะเป็นตัวชี้ถึงความต้องการในการบริโภคในอนาคต (แต่ไม่เสมอไปนะ เพราะบางทีรายได้ที่มากขึ้น แต่คนอาจจะไม่จับจ่ายใช้สอยก็ได้) ตัวเลข Personal Income ที่สูงจะหมายถึงอำนาจในการซื้อและเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดี ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
14 Personal spending : ประกาศแถว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า Personal Spending จะเป็นตัวเลขเกี่ยวกับรายจ่ายของบุคคล การจับจ่ายที่ลดลงจะหมายถึงรายได้ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้กระแสเงินโดยรวมลดลง (แต่ก็เช่นเดียวกับ Personal Income บางทีการจ่ายลดลงไม่ได้หมายถึงรายได้ที่ลดลง แต่อาจจะไม่อยากจะจับจ่ายก็เป็นได้) ตัวเลขการจับจ่ายที่มากขึ้น จะเป็นสัญญาณที่บ่งว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
15 BOE Rate Decision ( Bank Of England ) : การประกาศตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ US จะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงไป โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น โดยปกติการปรับอัตราดอกเบี้ยจะคำนึงถึง 2 อย่างคือ 1.อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาจจะอ่อนไป หรือแข็งไป) และ2.อัตราเงินเฟ้อ และเงินฝืด (ECB ประกอบไปด้วย 25 ประเทศในยุโรป คือ Italy, France, Luxembourg, Belgium, Germany,Netherlands, Denmark, Ireland, United Kingdom, Greece, Spain, Portugal, Austria, Finland, Sweden,Czech Republic, Estonia, Cyprus, Latvia, Lithuania, Hungary, Malta, Poland, Slovakia และSlovenia)
16 ECB Rate Decision ( Europe Central Bank )
17 Durable Goods orders : ประกาศแถว ๆ วันที่ 26 ของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของเดือนก่อน โดยจะเป็นตัววัดปริมาณของการสั่งสินค้า การส่งสินค้า โดยจะเป็นตัววัดถึงภาคการผลิต ซึ่งหากว่าเศรษฐกิจมีปัญหาจะส่งผลให้ปริมาณการสั่งสินค้าลดลง ตัวนี้จะเป็นเหมือนตัวบอกถึง GDP และ PDE การที่ตัวเลข Durable Goods Orders มีค่าที่มากขึ้น จะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
18 ISM Manufacturing Index ( Institute of Supply Manager ) : ออกทุกวันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า ตัวนี้จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงภาคการผลิต ซึ่งรวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ การสั่งซื้อสินค้าใหม่, การผลิต, การจ้างงาน, สินค้าคงคลัง, เวลาในการขนส่ง, ราคา, การส่งออก และการนำเข้า การที่ตัวเลข ISM มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะแสดงถึงเศรษฐกิจที่ดี และสามารถทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นได้
19 Philadelphia Fed. Survey : ออกราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า โดยการสำรวจนี้จะมองมุมกว้างในทิศทางของภาคการผลิต ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ร่วมกับ ISM ที่มองเป็นลักษณะของการผลิตเป็นตัว ๆ ไป โดย Philadelphia Fed Survey จะบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธีของผู้ผลิต ประกอบด้วย ชั่วโมงการทำงาน, พนักงาน และอื่น ๆ ซึ่งตัววัดตัวนี้มีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจ การที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น
20 ISM Non-Manufacturing Index : ออกราว ๆ วันที่สามของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน ซึ่งเป็นการสำรวจของกลุ่ม การเงิน, ประกันภัย, อสังหาริมทรัพย์, สื่อสาร และ ทั่วไป การที่ตัวเลข ISM เพิ่มขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
21 Factory Orders : ออกราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน Factory Order เป็นการวัดการสั่งสินค้าทั้งหมด การสั่งสินค้าที่สูงหมายถึง demand ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
22 Industrial Production & Capacity Utilization : ออกราว ๆ กลางเดือน เป็นข้อมูลย้อนหลัง 1 เดือน ซึ่งเป็นตัววัดว่าการผลิตของอุตสาหกรรมได้ผลออกมาจริง ๆ เท่าไร การที่ตัวเลขออกมาสูงขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น มีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
23 Non-Farm Productivity : ออกราว ๆ วันที่ 7 ของเดือนที่ 2 ของ ควอเตอร์ เป็นข้อมูลของควอเตอร์ที่แล้ว อันนี้เป็นตัววัดของผลงานของคนงานและต้นทุนในการผลิตของสินค้า ในสถาวะที่เงินเฟ้อมีความสำคัญตัวเลขนี้ สามารถที่จะทำให้ตลาดเคลื่อนไหวได้ โดยถ้าตัวเลขที่ลดลงสามารถบอกถึงอนาคตที่เปลี่ยนไป เช่นตัวเลข GDP ที่ดี แต่ถ้าตัวเลขนี้ขัดกันก็สามารถทำให้ตลาดมีผลกระทบได้ การที่ตัวเลข Non-Farm Productivity เพิ่มขึ้น หมายถึงการยืนยันในเรื่องของพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดี และส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
24 Current Account Balance : ออกราว ๆ วันที่ 7 ของเดือนที่ 2 ของ ควอเตอร์ เป็นข้อมูลของควอเตอร์ที่แล้ว Current Account Balance จะบอกถึงความแตกต่างของเงินสำรอง และการลงทุน ตัวนี้เป็นตัวสำคัญในส่วนของการซื้อขายกับต่างประเทศ ถ้า Current Account Balance เป็น + จะหมายถึงเงินออมในประเทศมีสูง แต่ถ้าเป็น - จะหมายถึงการลงทุนภายในประเทศเป็นเงินจากต่างประเทศมาลงทุน ถ้า Current Account Balance เป็น + ส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น
25 Consumer Confidence ( Consumer Sentiment ) : ออกทุกวันอังคารสุดท้ายของเดือน เป็นข้อมูลเดือนปัจจุบัน เป็นการสำรวจในแต่ละครัวเรือน โดยตัวเลขตัวนี้จะมีความสัมพันธ์กับเรื่องของ การว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ และรายได้ที่แท้จริง การที่ตัวเลขมีค่าที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ค่าเงินแข็งค่า
26 NY Empire State Index - ( New York Empire Index ) : ออกทุกสิ้นเดือน โดยเป็นการสำรวจจากผู้ผลิต หากตัวเลขมีค่ามากขึ้น จะทำให้ค่าเงินแข็งค่า
27 Leading Indicators : ออกราว ๆ สองสามวันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน ซึ่งจะเป็นบทสรุปของตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ประกอบไปด้วย New Order, Jobless Claim,Money Supply, Average Workweek, Building Permits และ Stock Prices
28 Business Inventories : ออกราว ๆ กลางเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการขายและสินค้าคงคลังจากภาคการผลิต การค้าส่ง และการค้าปลีก ตัวเลขที่สูงขึ้นของ Business Inventory หมายถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งทำให้ค่าเงินแข็งค่า
29 IFO Business Index ( Institute of IFO in Germany ) : ประกาศในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลเดือนก่อน ซึ่งเป็นตัวที่ดูเกี่ยวกับภาคธุรกิจของประเทศเยอรมัน ตัวเลขที่สูงหมายถึงเศรษฐกิจที่ดี จะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

ระดับปานกลางถึงทั่วไป โดยมากใช้เป็นตัววัดพื้นฐาน... : ลำดับ ชื่อในปฏิทิน
30 Housing Starts
31 Existing Home sales
32 New Home Sales
33 Auto and Truck sales
34 Employee Cost Index - Labor Cost Index
35 M2 Money Supply - Money Cost
36 Construction Spending
37 Treasury Budget
38 Weekly Chain Stores - Beige Book -Red Book
39 Whole Sales Trade
40 NAPM ( National Association of Purchasing Management)

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Forex คืออะไร?



ถ้าจะตอบแบบสั้นๆ ตามความเข้าใจของผมเอง Forex คือการเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินต่างประเทศ เป็นการเก็งกำไรในค่าเงินรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมและได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากมายทั่วโลก ทำให้มียอดการซื้อขายในแต่ละวันสูงถึงกว่า 3 ล้านล้าน USD ทำให้ตลาดแห่งนี้กลายเป็นตลาดที่มีการซื้อขายสูงที่สุด และเป็นการลงทุนที่น่าลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว

เราทุกคนเป็นนักเก็งกำไร
เราลองมองอย่างนี้ครับ สำหรับทุกธุรกรรมที่มีการติดต่อกันระหว่างประเทศ จำเป็นต้องอาศัย อัตราแลกเปลี่ยน เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อ ทั้งสิ้น สมมุติว่าเราขายสินค้าได้เงินมา 10,000 usd  เราก็ต้องเอามาแลกเป็นเงินบาท ถูกไหมครับ สมมุติว่าถ้าแลกวันนั้นเลยได้  30 บาท : 1 usd ถ้าแลกเลยก็จะได้ 300,000 บาท แต่ว่า อัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละวันไม่เท่ากัน  เราจึงทำการเก็บเงิน 10,000 usd เอาไว้ เพื่อรอแลกในวันถัดไป สมมุติว่าได้ 31 บาท : 1 usd เท่ากับว่าเราได้เงิน 310,000 บาท เกิดส่วนต่างกำไรขาดทุนของค่าเงิน เป็นจำนวน 10,000 บาท ถ้าท่านเข้าใจในหลักการข้อนี้ ท่านก็เป็นนักเก็งกำไร คนนึงแล้วนะครับ แต่ท่านอาจจะเห็นว่าเงินจำนวน 10,000 บาทนี้ยังน้อย แถมต้องใช้เงินมหาศาลในการเก็งกำไร จึงเป็นที่มาของตลาดสปอตสำหรับค่าเงิน (Spot Market) ขึ้น ซึ่งเราสามารถอาศัยช่องทางนี้ในการเก็งกำไร และป้องกันความเสี่ยงจากการด้อยค่าของเงินสกุลต่างๆ ได้

วิธีการทำเงินกับตลาดฟอเร็ก หรือตลาดสปอต

เราจะมาอธิบายวิธีทำเงินในตลาดสปอตสำหรับค่าเงินกันครับ การที่เราจะเก็งกำไรจากค่าเงิน ตัวค่าเงินเองถ้าอยู่เดี่ยวๆ เราจะไม่สามารถบอกได้ว่าค่าเงินนั้นๆ แพงหรือถูก สูงหรือต่ำ เราจะรู้ก็ต่อเมื่อเราเอาค่าเงิน 2 ค่ามาเปรียบเทียบกัน ผมขอยกตัวอย่างค่าเงิน EUR กับ USD นะครับ เพราะเป็นเงินสกุลหลักทั้งคู่ แล้วก็มีการซื้อขายกันสูงที่สุด ถึง 60% ในตลาดเลยทีเดียว สำหรับคู่นี้ เราใช้สัญลักษณ์ “EURUSD”  ตัวอย่างเช่นค่าเงิน EURUSD คือ 1.3000 แปลว่า มีเงิน 1 EUR สามารถแลกเป็นเงิน 1.3 USD เราจะสังเกตง่ายๆ ว่า ค่าเงินตัวแรก คือ EUR จะเป็นค่าเงินหลัก (Base Currency) ซึ่งมีค่า = 1 ส่วนตัวหลัง คือ USD เป็นค่าเงินที่ใช้เปรียบเทียบ (Quote Currency) ซึ่งจะบอกให้รู้ว่า ค่าเงินตัวแรก หรือ Base Currency 1 หน่วย จะเท่ากับ ค่าเงินตัวที่ 2 กี่หน่วยนั่นเอง

เราทำกำไรจากตลาด Forex ได้อย่างไร

การซื้อขายค่าเงินต่างๆ ในตลาดสปอต มาร์เก็ต มีหน่วยมาตรฐานว่า ล็อต หรือ lot
1 lot คือ 100,000 หน่วย Base Currency
ถ้า EURUSD ขณะนั้นคือ 1.3000 เท่ากับว่า เราต้องใช้เงินถึง 100,000 เหรียญ ยูโร หรือ 130,000 เหรียญ ดอลล่า ในการลงทุนครั้งนี้
เราจะเห็นว่า เมื่อค่าเงินเพิ่มขึ้นจาก 1.3000 ——> 1.3001 (ส่วนที่เพิ่มขึ้นมานี้ เรียกว่า ปิ้ป หรือ PIP) แล้วเราลงทุน 1 ล็อต แสดงว่าเงินเพิ่มขี้นจาก 130,000 ——-> 130,010 (มีเงินเพิ่มขึ้น 10 เหรียญ ต่อ 1 pip)
เท่ากับว่า ทุกครั้งที่มีการขยับราคาของค่าเงิน 1 PIP เราจะได้กำไรหรือขาดทุน ที่ 10 เหรียญ สหรัฐ ซึ่งถ้าเราต้องลงทุนเป็นหลัก แสนเหรียญเพื่อกำไร แค่เพียง 10 usd ก็คงไม่น่าสนใจอะไร แต่ด้วยตลาด สปอต มาร์เก็ต เรามีการให้ Margin หรือ Leverage หรือ ส่วนเพิ่ม ซึ่งโดยปรกติให้กันที่ 1:100 ทำให้เราสามารถลงทุนถึง 130,000 usd ด้วยเงินเพียงแค่ 1,300 เท่านั้น เอง

ทำไมตลาดฟอเร็ก Forex จึงเป็นตลาดที่น่าสนใจของคนทั่วโลก
โดยปรกติแล้ว ค่าเงิน EURUSD จะขยับในแต่ละวันไม่ต่ำกว่า 80 PIP ที่นี้เรามาดูกันว่า ถ้าราคาขยับขึ้น 80 PIP แล้ว เราได้กำไรได้อย่างไร สมมุติเราซื้อที่ 1.3000 นะครับ แล้วเราซื้อ 1 ล็อตเต็ม พอราคาขยับขึ้นไป 80 PIP คือที่ 1.3080 แปลว่าราคาเพิ่มขึ้นจาก 130,000 —-> 130,800  คือ เพิ่มขึ้นถึง 800 usd หรือคิดง่ายๆ ว่า 80 PIP x 10 usd/PIP = 800 usd นั่นเอง จะเห็นว่าเราลงทุนไป แค่เพียง 1,300 usd แต่กำไรมา 800 usd คิดเป็นกำไรถึง 61.5%  จากเหตุการณ์นี้ เราสามารถทำกำไรได้มากกว่า 50% ทุกวัน แล้วถ้าเราสามารถรักษาแนวทางการลงทุนแบบนี้ได้ตลอด เราจะสามารถ ทำกำไรได้อย่างมหาศาล 700% – 800% ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถ แต่ในทางกลับกัน ถ้าเราลงทุนผิดทิศทาง เราก็มีโอกาสติดลบได้มหาศาล เหมือนกันเพราะฉะนั้น เราจึงต้องอาศัยประสบการณ์ รู้จักตัวเอง รู้จัก cut loss เป็น เพื่อรักษาทุนของเราให้ยังคงมีอยู่ เราจึงจะเป็นนักลงทุนในตลาดสปอตมืออาชีพอย่างแท้จริง
ข้อดีของตลาด สปอต มีอย่างหนึ่ง คือ เราสามารถทำกำไร ได้ทั้งขาขึ้น แล้วก็ขาลง เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถที่จะ Hedge หรือป้องกันค่าเงินได้ เมื่อเราไม่แน่ใจในทิศทางที่เราลงทุน หรือเรียกวิธีนี้ง่ายๆ ว่าเป็นการ cut loss รูปแบบหนึ่ง เพื่อนำไปสู่ position ที่ถูกต้อง หรือ ไปสู่ทิศทางการลงทุนที่ถูกต้องนั่นเอง

บทสรุป
นักลงทุนคงเข้าใจในตลาดสปอตกันบ้างไม่มากก็น้อยแล้วนะครับ แต่ถ้าเพื่อนๆ อยากจะเข้าใจมากกว่านี้ผมแนะนำให้ลอง ดาว์โหลดเดโมโปรแกรม MT4 ไปทดลองเทรดกันก่อนครับ ในเดโม จะมีเงินทดลองให้เทรดเพื่อนๆ สามารถ ทดลองเทรดจนเข้าใจ และสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เราอาจจะเจอศัพท์แปลกๆ อีกหลายตัวเช่น Spead, Swap และ คอมมิสชั่น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลกระทบต่อกำไรที่จะได้ครับ แล้วเราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันอีกที วันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ

บทความอื่นๆ

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญในการวิเคราะห์แท่งเทียนนั่นคือความสัมพันธ์ของแท่งเทียนระหว่าง Time frame ที่ต่างกัน ก่อนที่คุณจะมาใช้เทคนิคการวิเคราะห์นี้จะต้องเข้าใจมันซะก่อนว่ากราฟใน Time frame ใหญ่จะชนะ Time frame เล็กเสมอยกเว้นในจุดกลับตัวเท่านั้นที่ Time frame เล็กจะมีโอกาศชนะ Time Frame ใหญ่(ผมข้อพูดในหัวข้อหน้าแล้วกันครับ)ซึ่งสามารถดูได้จากความสัมพันธ์ของมันเพราะการดูความสัมพันธ์เราจะคาดคะเนแท่งถัดไปได้1-2แท่งผมขอยกตัวอย่างจากภาพแล้วกันครับ


จากภาพที่1
คุณเห็นสัญญาณแท่ง 4H เกิดสัญญาณว่าจะลงแต่หลังจากที่ราคาแท่ง 4h จบมันเกิดสัญญาณกลับตัวขึ้นใน TF 1H แต่อย่างที่ผมบอกว่า TF ใหญ่จะชนะTf เล็กเสมอจึงคาดกาณ์ได้ว่าสัญญาณที่เกิดใน 1h จะเป็นเพียงการพักตัวใน tf เล็กและสุดท้ายมันจะเดินตามทางของ tf ใหญ่จึงคาดการณ์ได้ว่ามันจะขึ้นมาได้ประมาณ 38%-50% ผมขอเรียกมันว่าช่วงเกี่ยวของราคาแล้วกันครับ เราก็รอจังหวะเมื่อมันเกิดสัญญาณกลับตัวลงในต่อใน tf 1h


                                     
ต่อมาในภาพที่ 2

ในส่วนนี้เมื่อราคาขึ้นมาได้ระยะเกี่ยวมันก็จะส่งสัญญาณกลับตัว(ซึ่งตามธรรมชาติของกราฟมันจะเป็นไปตามรูปแบบเสมอคือผมกำลังบอกว่ากราฟมันจะไม่เดินมั่วๆ)เราจึงพิจารณาเข้าออเดอร์ไปตามTF ใหญ่และมันก็จะเป็นแบบนี้เสมอแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรูปแบบใน 1h ที่เปลี่ยนไป



สิ่งสำคัญคือประสบการณ์หากคุณยังไม่เคยล้างพอร์ตแสดงว่าคุณอาจกำลังเดินทางผิดจงอย่าชล่าใจเพราะหากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายจิงๆคุณอาจทำอะไรไม่ถูกเลยก็เป็นได้

ก่อนหน้าผมยกตัวอย่างเวลาที่กราฟมีเทรนไปแล้ววันนี้ลองมาดูจังหวะที่มันกลับตัวบ้างหากใครได้อ่านก่อนหน้านี้จะเข้าใจ