Infinite Growth FX

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เครื่องมือพาราโบลิก PARABOLIC SAR

 

    ปัญหาประการหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มวิจารณ์ว่า การวิเคราะห์ทางเทคนิค (TECHNICAL ANALYSIS) ขาดความน่าเชื่อถือ คือ ความล่าช้าเนื่องจากเวลา (TIME LAG) เพราะการเคลื่อนที่ของเครื่องมือเทคนิคชนิดต่าง ๆ จะตามหลังราคาหรือดัชนีเสมอ ดังนั้นแนวโน้มที่ได้จึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะเกิดจากสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งนาย J. WELLES WILDER ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้สร้างเครื่องมือเทคนิคตัวใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า พาราโบลิก (PARABOLIC) เพื่อลดความล้าหลังของการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยการเพิ่มความเร่งของสัญญาณของแนวโน้ม เมื่อราคาสามารถทำยอดสูงใหม่หรือต่ำใหม่ โดยพิจารณาให้ความสำคัญเรื่องราคาและเวลาเป็นหลัก และสัญญาณที่ได้เรียกว่า จุดเปลี่ยนแนวโน้ม หรือ STOP AND REVERSAL (SAR) และด้วยเหตุที่ SAR

มีการเคลื่อนที่คล้ายรูปแบบ PARABOLIC CURVE เครื่องมือตัวนี้ จึงถูกตั้งชื่อว่า PARABOLIC ณ จุดนี้เองที่บอกนักลงทุนว่าควรเปลี่ยนสถานภาพ กล่าวคือ ถ้านักลงทุนทำการซื้อและถือหุ้นอยู่ (LONG POSITION) และเมื่อเกิด SAR ในวันรุ่งขึ้นอยู่เหนือราคาหุ้น ควรที่นักลงทุนจะขายหุ้นดังกล่าวออกไป หรือในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นผู้ขาย (SHORT POSITION) เมื่อเกิด SAR ในวันต่อไปอยู่ต่ำกว่าราคาหุ้นในวันนั้น นักลงทุนควรที่จะซื้อหุ้นนั้นคืนมา

สำหรับคุณสมบัติการเคลื่อนตัว ถ้าเป็นกรณีซื้อและถือหุ้นอยู่ (LONG POSITION) SAR จะเคลื่อนที่สูงขึ้นทุก ๆ วัน ไม่ว่าราคาจะเคลื่อนไปทางใด ส่วนจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับทิศทาง และความแรงของการเคลื่อนไหวของราคา (PRICE FUNCTION) ซึ่งโดยปกติถ้าราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นทำยอดสูงใหม่ SAR จะเคลื่อนที่ตามราคาแต่ในอัตราที่เร็วกว่า จนกระทั่ง SAR เคลื่อนที่เข้าใกล้ราคาแล้วกระโดดขึ้นไปอยู่เหนือ ดังนั้นควรที่จะขายหุ้นในวันแรกที่ SAR อยู่เหนือราคาหุ้น

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นกรณีขายหุ้น (SHORT POSITION) SAR จะเคลื่อนที่ต่ำลงเรื่อย ๆ แต่จะมีอัตราที่เร็วกว่าราคาหุ้นในกรณีที่ราคาทำยอดต่ำใหม่ จนกระทั่งเข้าใกล้ราคาและกระโดดลงไปอยู่ใต้ราคาในที่สุด ดังนั้นควรที่จะซื้อหุ้นในวันแรกที่ SAR อยู่ต่ำกว่าราคาหุ้น สำหรับค่า SAR ที่คำนวณจากข้อมูลปัจจุบัน จะใช้เป็นค่าที่ชี้แนวโน้มของตลาดหรือราคาหุ้น เพื่อการตัดสินใจในวันรุ่งขึ้น

หลักการคำนวณ

SARt-1 = SARt + AF(EPt - SARt)

SARt-1  คือ ค่า SAR ในวันรุ่งขึ้น
SARt     คือ ค่า SAR ในวันปัจจุบัน
EPt        คือ ราคาต่ำสุดในวันนั้นกรณีขายหุ้น (SHORT)
                   และราคาสูงสุด ในวันนั้น กรณีซื้อหุ้น (LONG)
AF        คือ ค่าความเร่ง โดยเริ่มต้นที่ 0.02 และเพิ่มขึ้น 0.02 ทุก ๆ ครั้งที่เกิดยอดสูงใหม่ในแนวโน้มขึ้น หรือต่ำใหม่ในแนวโน้มลง และจะสะสมไปได้มากที่สุดที่ 0.2 แต่ถ้าไม่เกิดยอดสูงหรือต่ำใหม่ จะใช้ค่าเดิม ไปจนกว่าจะเกิดยอดสูงใหม่หรือต่ำใหม่

สำหรับความถูกต้องของสัญญาณจากเครื่องมือ PARABOLIC จะขึ้นอยู่กับลักษณะการเคลื่อนตัวของราคาหุ้น โดยถ้าหุ้นมีแนวโน้มที่ชัดเจนไม่ว่าขึ้นหรือลง (UPWARD OR DOWNWARD) ความน่าเชื่อถือของสัญญาณจะมีมาก แต่ถ้าการเคลื่อนที่ของหุ้นมีทิศทางไม่แน่นอนหรือขึ้นลงสลับกัน (SIDEWAYS) ความแม่นยำของสัญญาณก็จะลดลง

ดังนั้นนาย WILDER จึงได้สร้างเครื่องมืออีกตัวหนึ่งขึ้นมา เพื่อช่วยกลั่นกรองความถูกต้องของสัญญาณจาก PARABOLIC คือ AVERAGE DIRECTIONAL MOVEMENT (ADX) (รายละเอียดของการคำนวณ และการวิเคราะห์ได้กล่าวไว้ในหัวข้อ DIRECTIONAL MOVEMENT) โดยตัว ADX นี้ถูกกำหนดการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 (ไม่เคลื่อนไหวจนถึงเคลื่อนไหวมาก) โดยบอกถึงว่า ถ้าตัว ADX มีค่ามาก ๆ แล้ว ตลาดนั้นหรือหุ้นตัวนั้นมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน ซึ่งจะทำให้สัญญาณจาก PARABOLIC มีน้ำหนักในความน่าเชื่อถือมากตาม นอกจากนั้นนาย WILDER ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ค่าของ ADX ที่จะชี้ถึงความน่าเชื่อถือในสัญญาณของ PARABOLIC อย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 20 และเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้ค่าของ ADX ในการกลั่นกรองสัญญาณของ PARABOLIC คือเมื่อ ADX ไต่ระดับสูงขึ้น


สัญญาณของ SAR :

กรณีน่าเชื่อถือสูง คือ 1, 4
กรณีที่น่าเชื่อถือปานกลาง คือ 2
กรณีที่น่าเชื่อถือน้อย คือ 3

           จุดที่ควรขาย คือ จุดที่ SAR อยู่เหนือดัชนี หรือราคาหุ้น และเส้น ADX เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ซึ่งก็คือจุด A ในกราฟ
           จุดที่ควรซื้อ คือ จุดที่ SAR อยู่ใต้ดัชนี หรือราคาหุ้น และเส้น ADX เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ซึ่งก็คือ จุด B ในกราฟ

บทความอื่นๆ

Bollinger Band



สำหรับบทความนี้นะครับ จะเป็นเรื่อง การใช้  Bollinger Band ผมจะอธิบายตามหลักที่ผมเข้าใจนะครับ
Bollinger Band คือเส้นที่อยู่เหนือราคา และอยู่ตำกว่าราคา สองเส้นนี้จะเป็นกรอบที่ห้อมล้อมราคาไว้ และสามารถบอกเราให้รู้ว่า ราคาควรจะอยู่ในช่วงไหน ซึ่งนี้แหระครับ คือความมหัศจรรย์ของมัน หลายคนอาจจะมีมองข้ามสิ่งที่ง่ายๆไป สิ่งที่สามารถทำกำไรได้ โดยที่ไม่รู้ว่า พื้นฐานนี่แหระครับ เป็นสิ่งที่ดี (Basis(c) is the best ) โบลินเจอร์แบนจะประกอบด้วยทั้งหมด 3 เส้น ในกรณีที่อยู๋ในกราฟ MT4 นะครับ แต่ถ้าอยู่ใน Marketiva จะมีสองเส้น (ให้เพิ่มเส้น MA 20 เข้าไปเพื่อให้มีสามเส้นเหมือนกับ mt4 )
Bollinger band ประกอบด้วย 1. Upper Line เส้นบนสุด  2.Middle Band เส้นกลาง 3. Lower Line เส้นล่างสุด  เส้นกลาง Middle Line ผมจะเรียกมันว่า เส้น Pivot จะใช้เป็นจุดกึ่งกลางของช่วงที่ราคาเคลื่อนที่ โดยกฎทั่วไปของ Bollinger band  ผมจะพิจารณาเป็นสองช่วงนะครับ ช่วงแรกคือกราฟวิ่งทางเดียว หรือที่เรียกว่า กราฟมีแนวโน้มที่ชัดเจน และช่วงที่สองคือ ช่วงกราฟวิ่งขึ้นวิ่งลงเป็น Flat(ขนานในแนวระนาบ) หรือที่เรียกว่ากราฟ Sideway (เหมาะมากกับการใช้โบลินเจอร์แบน)
เรามาดูแบบแรกกันก่อนนะครับ
สภาวะขาขึ้น Bullish 
-ช่วงที่มีแนวโน้มชัดเจน ถ้าเป็นขาขึ้น (Bullish) กราฟจะเกาะเส้นบน (Upper Line ) ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการพักตัว
-เมื่อกราฟพักตัวแล้วราคามีการปรับตัวลงมา แต่ราคาไม่สามารถทะลุเส้น Middle Band ไปได้ นั่นหมายความว่า ราคายังจะคงขึ้นต่อไปจนกว่าจะไปชนเส้นบน Upper line อีกครั้ง
-แล้วจุดกลับตัวดูยังไง
  
จุดกลับตัวก็ดูจากราคาปิดของแท่งเทียน ถ้าราคาปิดของแท่งเทียนปิดต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของแท่งมันเอง นั่นหมายความว่า แนวโน้มของกราฟกำลังจะกลับตัวลงมาที่เส้น Middle Line อีกครั้ง
-แล้วเราจะใช้กับ Time frame ไหน จึงจะเหมาะสมที่สุด
Time Frame หรือ ช่วงเวลาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าเล่นสั้น(Short term Trading) หรือเส้นยาว(Long Term Trading) ถ้าเล่นสั้นๆ ก็ใช้ Tf 5 15 นาที แต่ถ้าเล่นยาวๆ ก็ควรจะใช้ มากกว่า 1 H แต่โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมใช้กับกราฟ 30 นาที ถือว่าเหมาะสมกับผมที่สุด
ต่อไปเรามาดูสภาวะที่เป็นขาลง Bearish กันบ้างครับ
สภาวะขาลงก็ตรงกันข้ามกับขาขึ้น แต่สภาวะขาลงจะเล่นสนุกกว่าขาขึ้น เพราะลงมากกว่าขึ้น และใช้เวลาน้อยกว่า เทรดเดอร์บางคนรอเล่นเฉพาะขาลง เพราะมันได้กำไรเร็ว
-ถ้าราคาเกาะเส้นล่าง Lower line ไปเรื่อย แสดงแนวโน้มของขาลงยังคงไปต่อ และยังไม่จบอย่างง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าแท่งเทียนปิดต่ำกว่าครึ่งของแท่งมันเอง เป็นสัญญาณบอกได้ชัดเจนว่าลงต่อ อย่างแน่นอน
-เมื่อราคามีการพักตัวราคาจะดีดกลับมาที่เส้น Middle Line แต่โดยส่วนมาก ราคามักจะไม่ผ่านเส้นกึ่งกลางนี้
-เมื่อราคาเกิดการพักตัวจะ Side way ไปหาเส้น Middle Line แล้วเมื่อไปชนเส้นนี้ แล้วมีแท่งเทียนขาลงเกิดขึ้น แสดงว่าแนวโน้มยังคงลงต่อไปและไปหาเส้นล่าง(Lower Line ) เสมอ

-แล้วจุดกลับตัวล่ะ ดูยังไง
จุดกลับตัวก็ดูตรงข้ามกับกราฟขาขึ้น จุดกลับตัวของกราฟขาลง ถ้าราคาทะลุเส้นโบลินเจอร์แบนลงไปแล้ว เด้งกลับขึ้นมาแล้วลักษณะของแท่งเทียนแสดงเป็นลักษณะ โดจิ ค้อน หรือดูราคาปิดก็ได้ ถ้าราคาปิด ปิดสูงกว่ากึงกลางของแท่ง ก็แสดงว่า เริ่มจะกลับตัว

ช่วงที่สอง กราฟวิ่งขึ้นวิ่งลง หรือเรียกกันว่ากราฟไซด์เวย์ นั่นเอง
กราฟไซเวย์ดูง่ายครับ ถ้าใช้ Bollinger Band ลักษณะของโบลินเจอร์จะเป็นช่องขนานไปกับแนวระนาน โดยที่
- เส้นบนจะกลายเป็นแนวต้านทันที นั่นหมายความว่า ถ้าราคาขึ้นไปแล้วไม่ผ่าน มันก็จะวิ่งลงมาหาเส้นล่าง แล้วถ้าไม่ผ่านเส้นล่าง ก็ขึ้นไปหาเส้นบน จะเป็นแบบนี้ตลอด
-แล้วมันจะแบบนี้ตลอดเลยเหรอ
มันจะเป็นแบบนี้เฉพาะช่วงไซย์เวย์หนักๆเท่านั้น โดยส่วนมาก จะไม่เกิน 3 Top 3 Bottom ถ้าเกินคือกราฟเริ่มสะสมแรงเพื่อไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
- แล้วมีจุดสังเกตมั้ยว่ากราฟกำลังสะสมกำลังจะพุ่ง
   ดูง่ายๆเลยครับ ถ้าโบลินเจอร์แบนลู่เข้าหากัน หมายความว่า เป็นลักษณะคอคอด หรือขอขวดนัั่นแหระ ให้้เตรียมพร้อมไว้เลย ว่ากราฟจะกำลังจะไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่ง
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ ผมให้การบ้านกับคนที่อ่านทุกคน จินตนาการตามที่ได้อ่าน แล้วลองดูกราฟ ตอนนี้ผมยังไม่ทำรูปให้ดู แล้วมาดูกันว่า รูปตามจินตนาการของคุณกับของ 9prof จะเหมือนกันมั้ยครับ ฝากไว้เป็นการบ้านนะครับ

มาดูกันต่อนะครับ ว่า  Bollinger band มีวิธีใช้อย่างไร
1.Up Trend ชนขอบบนแล้วทะลุ และราคาเกาะเส้น Upper Line ไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า UpTrend Strong แนวโน้มขาขึ้นยังคงไปได้เรื่อยๆ
ดูรูปตัวอย่างด้านล่างครับ


2.DownTrend ชนขอบล่างแล้วทะลุขอบล่างลงมา เมื่อราคาเกาะขอบล่างลงมา ราคาจะไปต่อได้เรื่อยๆ วิธีสังเกตคือ ถ้าราคาปิดของแท่งเทียนปิดใกล้กับเส้นขอบล่าง นั่นหมายความว่า แนวโน้มลงยังคงดำเนินต่อไป และแนวโน้มขาลงมักจะเคลื่อนที่แบบต่อเนื่อง และรวดเร็วกว่าแนวโน้มขาขึ้นมากๆ
ดูตัวอย่าง แนวโน้มขาลงจาก Bollinger band กันเลยครับ


3.Sideway  เมื่อราคาไซด์เวย์ โบลินเจอร์แบนจะเคลื่อนตัวขนานราบ (Flat) หลักการเทรดด้วย Flat แบบนี้ก็คือ เมื่อราคาชนขอบบนแล้วมีแท่งเทียนกลับตัว ให้เปิดออเดอร์ Sell ทันที และเมื่อราคาชนขอบล่างแล้วมีแท่งเทียนกลับตัวขึ้นไป ให้เปิดออเดอร์ Buy ทันทีครับ ดังรูปตัวอย่างด้านล่าง

ด้านบนเป็นตัวอย่างการเข้าซื้อ ขายโดยใช้ Bollinger Band นะครับ จากรูปดูเหมือนง่ายนะครับ เพราะว่ามันเป็นกราฟย้อนหลัง การดูสัญญาณเพียวๆจากโบลินเจอร์แบนตัวเดียวค่อนข้างจะยากนิดนึงครับ เราต้องอาศัยดูแท่งเทียนตอนกลับตัวด้วย แต่อินดี้ตัวนี้จะเหมาะกับพวกชาวสวนมากกว่า เพราะฉะนั้น ผมจึงต้องหาอินดิเคเตอร์อีกตัวเพื่อเป็นตัวกรองสัญญาณอีกทีครับ เพื่อใช้ร่วมกับ Bollinger band

 

MOVING AVERAGE

MOVING AVERAGE

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ SIMPLE MOVING AVERAGE (SMA)


เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย หรือค่าเฉลี่ยเลขคณิต (ARITHMETIC MEAN) นี้ เป็นวิธีที่นักวิเคราะห์ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด ในการหาเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ วิธีนี้จะถ่วงน้ำหนักให้ค่าทุกค่าที่นำมาคำนวณมีความสำคัญ (อิทธิพล) ต่อราคาเท่ากันหมด โดยอาศัยหลักการเอาข้อมูลในช่วงเวลาหนึ่งมาหาค่าเฉลี่ยกัน เช่น การหาเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของราคาในช่วงเวลา 10 วัน จะคำนวณโดยรวมราคาหุ้น ณ วันปัจจุบัน (Pt) กับราคาหุ้นของอีก 9 วันก่อนหน้า (Pt-1 ถึง Pt-9) แล้วหารด้วย 10 หลังจากนั้นนำมาจุดบนแผนภูมิแท่ง (BAR CHART) หรือแผนภูมิเส้น (LINE CHART) ให้ตรงกับราคาหุ้นครั้งสุดท้ายแล้วลากเส้นต่อกัน


วิธีการคำนวณ

SMAt = (Pt + Pt - 1 + P1-2 + … + Pt-n+1) /n
โดยที่ :

SMAt คือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ณ คาบเวลา (วัน) ปัจจุบัน
n คือ จำนวนวัน
Pt คือ ราคาที่เลือกใช้ในการคำนวณ (เช่น ราคาปิดหรือราคาเฉลี่ยฯ) ณ วันปัจจุบัน
Pt-k คือ ราคาที่เลือกใช้ในการคำนวณย้อนหลังไป k คาบเวลา

อย่างไรก็ดี ยังมีปัญหาถกเถียงเกี่ยวกับความถูกต้องแม่นยำของวิธีนี้คือ ค่าเฉลี่ยฯที่ได้นี้จะมีผลในช่วงระยะเวลาที่ใช้ในการคำนวณเท่านั้น การหาแนวโน้มที่ได้จึงไม่ใช่แนวโน้มที่มาจากข้อมูลทั้งหมด นอกจากนี้ วิธีการคำนวณ SMA ให้ความสำคัญกับทุก ๆ วันเท่ากัน

 Simple Moving Average (SMA) เหมาะกับราคาหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก คือมีการผันผวนของค่าเงินไม่มากนัก ควรใช้กับความแตกต่างของค่าเงิน ที่ไม่สูงมานัก
หมายเหตุ : การนำไปวิเคราะห์นั้นต้องใช้ข้อมูลหลายอย่างประกอบด้วยกันหลายอย่าง เช่น อาจจะใช้ เส้นแนวโน้ม + เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ดูจุดเรามั่นใจที่สุดจึงตัดสินใจ ซื้อขายและยังมีวิธีการอีกมากที่จะมากที่ใช้ในการตัดสินใจ



เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ EXPONENTIAL MOVING AVERAGE (EMA)

วิธีนี้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการหาค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก โดยการให้ความสำคัญกับค่าตัวหนึ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา และถ่วงน้ำหนักให้ค่าสุดท้ายมีความสำคัญเพิ่มขึ้น วิธีนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญของเวลาในการวิเคราะห์ ราคาทุกราคาจะมีผลต่อค่าของ EMA แม้ว่าราคาล่าสุดจะมีความสำคัญมากที่สุดก็ตาม ซึ่งวิธีนี้เป็นการพยายามแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากวิธี SMA กล่าวคือ EMA นั้น จะถ่วงน้ำหนักโดยให้ความสำคัญกับวันสุดท้ายมากที่สุด และจะเอาค่าทุก ๆ ค่ามาหาค่าเฉลี่ย โดยจะไม่ทิ้งข้อมูลเก่าที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ค่าทุกค่าสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของราคา

ขณะที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตัวอื่น ๆ ให้ความสำคัญต่อคาบเวลา แต่ EMA จะให้ความสำคัญกับค่าตัวหนึ่งที่เรียกว่า SMOOTHING FACTOR (SF) หรือ SMOOTHING CONSTANT โดยที่ SF = 2/(n+1) ซึ่งวิธี



การสร้าง EMA มีสูตรการคำนวณคือ

EMA = EMAt-1 + SF(Pt - EMAt-1)


เมื่อ EMAt คือ ค่าของ Exponential Moving Average ณ เวลาปัจจุบัน
EMAt-1     คือ ค่าของ Exponential Moving Average ณ คาบเวลาก่อนหน้า
SF             คือ ค่าของ Smoothing Factor = 2/(n+1)
Pt              คือ ราคาปัจจุบัน
n               คือ จำนวนวัน

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ WEIGHTED MOVING AVERAGE (WMA)

หุ้น
 วิธีนี้เกิดจากความพยายามในการแก้ปัญหาในเรื่องการถ่วงน้ำหนักจากวิธี SMA โดยให้ความสำคัญกับวันที่ใช้คำนวณวันสุดท้ายมากที่สุด โดยวันถัดไปจะถูกลดความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ และความไวของเส้นค่าเฉลี่ยฯ ถ่วงน้ำหนักนี้ มักจะนำหน้าเส้นค่าเฉลี่ยฯอย่างง่าย
                   อย่างไรก็ดี เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ถ่วงน้ำหนักนี้ อธิบายได้เพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ในช่วงของเวลาที่พิจารณาอยู่เหมือนกับวิธี SMA มิได้ครอบคลุมถึงราคาในช่วงเวลาที่ผ่านมา

      

    

วิธีการคำนวณ

               [Pnt + Pt-1 (n-1) + (Pt-2 (n-2) + … + t-n+1 (1)]
WMAt = ------------------------------------------------
                           n + (n-1)+(n-2) + … + 2 + 1

      WMAt  คือ ค่าเฉลี่ยฯถ่วงน้ำหนัก ณ วันปัจจุบัน
             Pt   คือ ราคาที่เลือกใช้ในการคำนวณ (เช่น ราคาปิดหรือราคาเฉลี่ยฯ) ณ วันปัจจุบัน
         Ptt-k  คือ ราคาที่เลือกใช้ในการคำนวณย้อนหลังไป k คาบเวลา
              n   คือ จำนวนห้องของค่าเฉลี่ยฯ

Weighted Moving Average (WMA) จะใช้ค่าถ่วงน้ำหนักมากว่าวิธีอื่น ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะเลือก ระหว่าง Exponential หรือ Weighted คือ ถ้าจะใช้ Exponentail จะไม่ใช้ Weighted กลับกัน ถ้าจะใช้ Weighted จะไม่ใช้ Exponential ครับ ส่วนวิธีการใช้งานก็เหมือนเดิมครับ ดุได้ที่ Simple Moving Average

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Triple Exponential Moving Average (TEMA)



Triple Exponential Moving Average หรือ TEMA ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย นาย Patrick Mulloy ในปี 1994 เขาพบว่า หนึ่งในปัญหาทั่วไปของการซื้อขายกับ EMAS หรือ oscillators มักพบปัญหาของความล่าช้าของ สัญญาณ ในการตัดสินใจซื้อขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาจึงพัฒนา TEMA ขึ้นมาเพื่อจัดการกับปัญหานี้


การคำนวณ

TEMA=(3xEMA)-(3xEMAofEMA)+(EMAof EMAofEMA)

ในการคำนวณมูลค่า TEMA คือการตัดสินใจของตัวบ่งชี้ระยะเวลาที่ ตัวอย่าง เช่น เมื่อเรากำหนดระยะเวลาที่จะ 5 วันตัวบ่งชี้ที่จะคำนวณ EMA เกี่ยวกับข้อมูลราคา หลังจาก 5 วันไปแล้วนั้น ถือว่าใหม่ EMA เป็นกราฟใหม่ของการเคลื่อนไหวของราคา และถือเป็นเวลาสองของ EMA ค่าที่สองนี้ถูกเรียกว่า คู่เวลา ในที่สุดหนึ่งในสามของ DEMA EMA จะถูกคำนวณและค่าที่จะได้รับการแทนค่าในสูตรข้างต้น จากปัญหาความล่าช้าของ TEMA จึงต้องคูณสาม EMA ลบด้วยระยะนี้ใหม่ EMA (EMA of EMA)คูณสามเช่นกัน ถ้าค่า TEMA เป็นบวก แสดงว่า ความผันผวนในขณะเดียวกันจะลดลง



TEMA เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพก็จริง แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้เพียง การเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นเท่นั้น มันจึงยากที่จะใช้ในการตลาดที่มีความผันผวนมาก

ข้อดีของ TEMA คือ การรวมสามเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ซึ้งเป็นกลยุทธ์ของนักลงทุนจำนวนมาก
ข้อเสียของการ TEMA คือ มันรวดเร็วมากในการเปลี่ยนแปลงในโมเมนตัมของราคาตลาด

วัตถุประสงค์หลักของการใช้ TEMA เป็นกรองออกความผันผวนเท่านั้น

เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Kaufman Adaptive Moving Average (KAMA)

KAMA ได้รับการพัฒนาโดย เพอร์รี เจ Kaufman เป็นค่าเฉลี่ยสไตล์ EMA แต่มีการปรับให้ที่แตกต่างกัน ตรง ข้อมูลล่าสุด

          abs (close[today] - close[N days ago])
ER = --------------------------------------
         Sum abs (close - close[prev])
          past N days

ER คือ ค่าระหว่าง 0.0645 และ 0.666 และจากนั้นยกกำลังสองเพื่อให้ปัจจัยกับอัลฟา สำหรับ EMA ระหว่าง 0.444 และ 0.00416 จะสอดคล้องกับระยะเวลา EMA ที่เร็วมาก คือ 3.5 วัน และจะช้าที่สุดที่ 479.5 วัน


alpha = (ER * 0.6015 + 0.0645) ^ 2
KAMA = alpha * close + (1-alpha) * KAMA[prev]


เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบ Mesa Adaptive Moving Average (MAMA)

Mesa adaptive moving average (MAMA)พัฒนาโดย โดย John F. Ehlers เป็นวิธีการปรับไปใช้ในการเคลื่อนไหวของราคาและวิธีการใหม่ที่ไม่ซ้ำกัน ข้อดีของวิธีของการปรับตัวนี้คือมันมีคุณสมบัติแสดงสัญญาณที่รวดเร็วนั้น หมายถึง ระยะเวลาที่คงที่ แต่เป็นระยะสั้น ตามมูลค่าราคา

MAMA คำนวณจาก Exponential Moving Average (EMA) สมการสำหรับ EMA คือ

Ema = a*Price + (1 - a)*Ema
where a is less than 1

EMA ถูกสร้างขึ้นโดยการเศษส่วนของราคาปัจจุบันและการเพิ่มลบเศษส่วนที่เท่าค่าเดิมของ EMA ดังนั้นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ก EMA ปรับตัว คือค่าที่แตกต่างกันไปตามพารามิเตอร์ที่เป็นอิสระ เช่น Kaufman adaptive moving average (KAMA) และ variable index dynamic average (VIDYA) โดย KAMA และ Vidya ใช้รูปแบบในราคาหรือความผันผวนเป็นพื้นฐานของการปรับตัวของมัน

บทความอื่นๆ

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

กฎ 10 ข้อในการอยู่รอดและการลงทุนด้วย การวิเคราะห์ทางเทคนิค



 กฎ ทั้ง10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป็นรูปแบบได้ ซึ่งในกฎเหล่านี้จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม , หาจุดกลับตัว, ติดตามค่าเฉลี่ย, มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ
หากท่านสามารถเข้าใจและปฎิบัติตามหลักการเหล่านี้ได้ผมเชื่อว่าท่าน ก็สามารถเอาตัวรอด ด้วยการลงทุนโดยใช้หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้ครับ

1. ดูแนวโน้ม
 เรียนรู้ชาร์ตในระยะยาว โดยเริ่มการวิเคราะห์ชาร์ตในระดับเดือนและสัปดาห์ ของช่วงเวลาหลายๆปี การดูชาร์ตในระดับของช่วงเวลาที่กว้างขึ้นจะทำให้สามารถมองเป็นแนวโน้มของตลาดในระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น  เมื่อทราบถึงแนวโน้มระยะยาวแล้ว จึงจะดูชาร์ตในระดับวันและนาที  การดูแนวโน้มในช่วงสั้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้  ถึงแม้ว่าคุณจะลงทุนในระยะสั้น คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหากคุณลงทุนในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะกลางและยาว

2. วิเคราะห์และไปตามแนวโน้ม
 แนวโน้มของตลาดมีหลายช่วงเวลา ระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้น สิ่งแรกคือ คุณต้องรู้ว่าคุณจะลงทุนในระยะเวลาเท่าใด และวิเคราะห์ชาร์ตของช่วงเวลาที่เหมาะสม  โดยที่คุณต้องแน่ใจว่าคุณลงทุนไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระยะเวลานั้นๆ ซื้อเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาขึ้น และขายเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาลง หากคุณลงทุนในระยะกลาง ให้ใช้ชาร์ตในระดับวันและสัปดาห์ ถ้าคุณลงทุนระยะสั้น ให้ใช้ชาร์ตระดับวันและรายนาที  อย่างไรก็ตาม ในแต่ละกรณี ให้ดูแนวโน้มของช่วงเวลาที่ยาวขึ้น และใช้ชาร์ตของช่วงเวลาที่สั้นลงในการหาจุดที่จะเข้าซื้อ-ขาย

3. หาจุดสูงสุดและต่ำสุด
 วิเคราะห์แนวรับและแนวต้าน จุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อก็คือจุดใกล้แนวรับซึ่งมักจะเป็นจุดต่ำสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว  จุดที่ดีที่สุดสำหรับการขายก็คือจุดที่ใกล้แนวต้าน ซึ่งมักจะเป็นจุดสูงสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว หากมีการเคลื่อนผ่านแนวต้าน แนวต้านนั้นจะกลายเป็นแนวรับสำหรับการปรับตัวลดลง  อีกนัยหนึ่ง จุดสูงสุดเดิมกลายเป็นจุดสูงสุดใหม่  และเช่นเดียวกัน ในกรณีที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ มักจะมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้จุดต่ำสุดเดิมกลายเป็นจุดต่ำสุดใหม่

4. รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหนจึงจะกลับตัว
 เทียบอัตราส่วนการขึ้น-ลง เป็นเปอร์เซนต์   โดยทั่วไปตลาดจะมีการกลับตัวทั้งขึ้นและลงตามสัดส่วนเปอร์เซนต์ของแนวโน้มของช่วงก่อน  คุณสามารถวัดอัตราส่วนของการปรับตัวขึ้นหรือลงของแนวโน้มปัจจุบันได้โดยใช้อัตราส่วนชุดหนึ่งที่มีการกำหนดค่าไว้แล้ว  เช่น การกลับตัวขึ้นหรือลง 50%ของแนวโน้มก่อน เป็นอัตราพื้นฐานที่ใช้กันบ่อย  อัตราส่วนต่ำสุดของการวัดการดีดกลับ คือ 1/3 ของแนวโน้มก่อน  และอัตราส่วนสูงสุดคือ 2/3  อัตราส่วนที่สำคัญและควรให้ความสนในก็คือ อัตราส่วน Fibonacci 36% และ 62% ดังนั้น เมื่อตลาดมีการพักในช่วงแนวโน้มขาขึ้น จะมีจุดซื้อคืนจุดแรกเมื่อตลาดปรับตัวลง 33-38% ของจุดสูงสุด

5. ใช้เส้นแนวโน้ม
 เส้นแนวโน้มเป็นหนึ่งในเครื่องมือการวิเคราะห์ที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด  สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมีเพียงขอบเขตที่เส้นแนวโน้มแสดงและจุด 2 ตำแหน่งบนชาร์ต  เส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดต่ำสุด 2 จุด ที่อยู่ใกล้กัน และเส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดสูงสุด 2 จุดใกล้กัน ราคาของหุ้นมักจะเคลื่อนเข้าใกล้เส้นแนวโน้มก่อนที่จะเคลื่อนกลับเข้าสู่แนวโน้มของมัน  หากราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้ม จะแสดงถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแนวโน้ม  เส้นแนวโน้มจะมีผลเมื่อราคาเคลื่อนแตะที่เส้น 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย  เส้นแนวโน้มที่ลากได้ยิ่งยาว หมายถึง จำนวนครั้งมากขึ้นของการทดสอบเส้นแนวโน้ม และยิ่งทำให้เส้นแนวโน้มมีความสำคัญมากขึ้น

6. ติดตามค่าเฉลี่ย
 หมายถึงการเคลื่อนไหวของเส้นค่าเฉลี่ย ซึ่งจะบอกถึงราคาเป้าหมายที่จะซื้อและขาย  เส้นค่าเฉลี่ยเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มเช่นใดและช่วยยืนยันสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม  อย่างไรก็ตาม เส้นค่าเฉลี่ยไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกล่วงหน้าว่าแนวโน้มกำลังจะเปลี่ยน  รูปแบบของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นที่นิยมคือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นเพื่อหาจุดซื้อ-ขาย  ค่าที่นิยมใช้สำหรับค่าเฉลี่ยที่ใช้คู่กันคือ 5 วันและ10 วัน, 10 วันและ25วัน, 25 วันและ 50 วัน  สัญญาณซื้อ-ขายเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่มีค่าเฉลี่ยสั้นกว่าตัดกับเส้นที่ยาวกว่า  หรือ เมื่อราคาเคลื่อนผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน  เนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยต่างๆเป็นดัชนีที่เคลื่อนไปตามแนวโน้ม การใช้เส้นค่าเฉลี่ยจึงเหมาะสำหรับตลาดที่ในช่วงที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน

7. รู้ถึงจุดที่ตลาดกลับตัว
Oscillators  (เครื่องมือที่มีตัวเลข ตั้งแต่ 0 ถึง 100) เป็นดัชนีที่ช่วยชี้บอกจุดที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป ในขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยยืนยันว่าตลาดการเปลี่ยนแนวโน้ม Oscillators จะช่วยเตือนล่วงหน้าว่าตลาดเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งมากเกินไป และทำให้เกิดการกลับตัว  Oscillators ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastics  ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Oscillators เพราะให้ค่าที่อยู่ในช่วง 0 ถึง 100   เมื่อ RSI มีค่าเกิน 70 จะแสดงถึงการซื้อที่มีมากเกินไป (Overbought) และ ต่ำกว่า 30 แสดงถึงการขายมากเกินไป (Oversold)  ค่า Overbought และ Oversold สำหรับ Stochastics คือ 80 และ 20  นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับการคำนวณ Stochastics  และ 9 หรือ 14 วันหรือสัปดาห์สำหรับ RSI   สัญญาณกลับตัวที่เกิดใน Oscillators  จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังจะกลับตัว  เครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่เหมาะกับการเล่นเก็งกำไรและไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจน  สัญญาณในระดับสัปดาห์สามารถนำมาใช้ช่วยในการขจัดสัญญาณหลอกและยืนยันสัญญาณในระดับวัน และใช้สัญญาณระดับวันสำหรับยืนยันสัญญาณในรายนาที

8. มองเห็นสัญญาณเตือน
 Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นดัชนีวัด (พัฒนาโดย Gerald Appel)   ที่รวมเอาระบบการตัดผ่านของเส้นค่าเฉลี่ยและการชี้จุด Overbought/Oversold ของ Oscillators ไว้ด้วยกัน  สัญญาณซื้อจะเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดขึ้นเหนือเส้นที่ช้ากว่า โดยที่ทั้ง 2 เส้นอยู่ต่ำกว่าศูนย์  สัญญาณขายเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดลงต่ำกว่าเส้นที่ช้ากว่าที่เหนือศูนย์  สัญญาณในระดับสัปดาห์จะมีน้ำหนักและความสำคัญมากกว่าสัญญาณในระดับวัน  MACD histogram ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง แสดงถึงส่วนต่างระหว่าง MACD ทั้งสองเส้น สามารถส่งสัญญาณเตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้เร็วกว่าอีกด้วย

9. เป็นแนวโน้มหรือไม่เป็นแนวโน้ม
 Average Directional Index (ADX) เป็นดัชนีที่จะบอกว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มหรือไม่ และเป็นตัวช่วยวัดว่าแนวโน้มนั้นอยู่ในระดับใด  เส้น ADX ที่ชี้ขี้นแสดงถึงแนวโน้มที่มีความชัดเจนมาก ควรใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์  หากเส้น ADX ปรับตัวต่ำลง แสดงถึงตลาดที่ไม่มีแนวโน้มและเหมาะสำหรับเก็งกำไรระยะสั้น ควรใช้ Oscillators ในการวิเคราะห์  การใช้ ADX ช่วยนักลงทุนในการวางแผนกลยุทธ์การลงทุนและในการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด

10. รู้จักการดูสัญญาณเพื่อยืนยันแนวโน้ม
 สัญญาณที่ให้การยืนยันรวมถึงปริมาณการซื้อขายและจำนวนการซื้อขายที่มีการลงทุนจากผู้ที่เข้ามาซื้อขายใหม่ (open interest) ทั้ง 2 ตัวนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันแนวโน้มสำหรับตลาดล่วงหน้า  ปริมาณการซื้อขายมักจะส่งสัญญาณกลับตัวก่อนที่ราคาจะกลับตัว  สิ่งสำคัญคือจะต้องมั่นใจว่ามีปริมาณการซื้อขายอย่างหนาแน่นในทิศทางเดียวกับแนวโน้มปัจจุบัน  ในแนวโน้มขาขึ้น ควรมีปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นเพื่อยืนยันว่าแนวโน้มนั้นยังแข็งแรงอยู่   ส่วน open interest ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะช่วยยืนยันว่ามีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่องและช่วยหนุนให้แนวโน้มปัจจุบันคงอยู่  หาก open interest ลดลง ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มนั้นใกล้สิ้นสุดลง  ดังนั้นราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นควรจะมีปริมาณซื้อขายและ open interest หนุนอยู่ด้วย
นักลงทุนกับนักเดินเรือ

     จากสภาวะการปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ประชาชนคนไทยไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ เริ่มที่จะสนใจในการหาความรู้ด้านการเงินและการลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสภาวะที่ผลตอบแทนด้านดอกเบี้ย ต่ำลงทุกวัน บวกกับสภาวะวิกฤติทางการเงิน ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้หลายคนเริ่มตระหนักรู้ว่า ความไม่แน่นอนของโลกมนุษย์เป็นอย่างไร และความไม่มั่นคงทางการเงินเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่ากับใคร สถานที่ใดหรือเวลาไหน ก็ได้

ดังนั้นการเรียนรู้เท่าทัน เพื่อที่จะสามารถบริหารความเสี่ยงด้านการจัดสรรเงินออมหรือเงินลงทุน ได้ด้วยตัวเอง หรืออย่างน้อยก็สามารถรู้ได้ว่า เงินที่เราฝากไว้ กับการลงทุนใดๆ นั้น มีที่มาที่ไป และผลลัพท์ที่จะเกิดเป็นอย่างไร  ก็จะสามารถเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้


    ทั้งนี้ ผมจึงได้เขียนบทความที่ให้ความคิดเชิงเปรียบเทียบให้กับนักลงทุนมือใหม่ หรือผู้ที่วางแผนเป้าหมายชีวิต ไปยังดินแดนแห่งความมั่งคั่ง ได้รับรู้ถึงแนวทางหรือวิธีการเตรียมตัว เพื่อจะได้ไปถึงฝั่งเป้าหมายอย่างปลอดภัย โดยที่ไม่ต้องออกเรืออย่างไร้การวางแผน และทำให้จมอยู่กลางทะเลหรือล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทาง กันครับ

  ซึ่งปัจจุบันมีผู้ที่สนใจในการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ จากการได้รับข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ หรือการได้สัมผัสกับการลงทุนทางอ้อมผ่านการลงทุนในกองทุนรวมประเภท LTF หรือ RMF ดังนั้นผมจึงขอเปรียบเทียบให้เห็นเป็นรูปของนักลงทุนและนักเดินเรือในมหาสมุทร ว่าจริงแล้วก็ไม่ต่างกัน ครับ เพราะผู้ออกเรือที่ไร้การวางแผนหรือการเตรียมพร้อม ก็ยากที่จะถึงฝั่งได้ครับ

 


นักลงทุนกับการเดินเรือ


หากเปรียบภาพการลงทุนของนักลงทุน นั้นอาจจะมีองค์ประกอบด้วยกันอยู่หลายอย่าง ซึ่งผู้เริ่มต้นลงทุนใหม่ จะรู้สึกว่ายาก และคิดว่าคงจะดีกว่า หากจะจ้างคนขับเรือส่วนตัว หรือจะจ่ายค่าโดยสารให้กับเรือสาธารณะเพื่อนั่งร่วมไปกับผู้โดยสารอื่นๆ  แต่อย่างไรก็ดียังมีคนส่วนมากที่รู้สึกว่าหากขับเรือได้เอง อาจจะสบายใจกว่า เนื่องจาก


 

1. การจ้างคนขับเรือส่วนตัว นั้นใช้เงินเริ่มต้นสูง เพราะต้องใช้เงินขั้นต่ำที่ 10 ล้านถึงจะซื้อเรือ พร้อมจ้างคนขับส่วนตัวได้     (การเปิดบัญชีแบบ Private Fund หรือตั้งกองทุนบริหารเงินส่วนบุคคล)

 

2. เรือสาธารณะ บางลำนั้น มีนโยบาย ไม่ให้ผู้โดยสารออกจากเรือ จนกว่า ถึงระยะเวลาที่กำหนด แม้ว่าจะต้องเจอกับพายุใดๆ ก็ตาม (การเลือกลงทุนผ่านกองทุนปิด ที่กำหนดระยะเวลาการขายคืนหน่วยลงทุนเช่น 2ปี หรือต้องกำไรมากกว่า10% จึงจะปิดกองทุนได้ ซึ่งผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุน ได้เลยจนกว่าครบอายุสัญญา)

 

3. การจะออกจากเรือสาธารณะ ต้องแจ้งกระเป๋าเรือก่อนล่วงหน้า ก่อนเที่ยงวัน ถึงจะลงจากเรือในตอนเย็นได้ ซึ่งช่วงครึ่งเย็นนั้นอาจเป็นเย็นที่ฝนตกหนักหรือเป็นเย็นที่ท้องฟ้าสดใส ก็ไม่สามารถตอบได้ (การลงทุนผ่านกองทุนนั้นจะต้องส่งคำสั่งซื้อหรือขายก่อนเที่ยง โดยจะได้ราคาที่ซื้อหรือขายเป็นราคาปิดตลาดของเย็นวันที่ส่งคำสั่ง ซึ่งอาจไม่ทันการณ์ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นระหว่างวันได้)

 

4. ค่าธรรมเนียมนั่งโดยสารเรือสาธารณะ อาจแพงกว่าการหาเรือมาขับเอง (ค่าธรรมเนียมการซื้อขายกองทุน มีค่าบริหารจัดการ ค่านายทะเบียน ซึ่งรวม รวมแล้ว ก็จะแพงกว่าการซื้อขายหุ้นด้วยตัวเอง)

 

5. การขับเรือด้วยตัวเอง อาจจะสบายใจกว่า ในด้านการกำหนดทิศทางการเดินเรือได้เอง จะหยุดพักที่ไหนก็ได้ หรือ จะเลือกออกเรือ หรือ หลบคลื่นลม ณ ช่วงไหนก็ได้ เป็นต้น

 

ซึ่งเมื่อเห็นจากประเด็นต่างๆ เหล่านี้ จึงเห็นว่า ผู้โดยสารส่วนหนึ่งก็จะเลือกมาเป็นผู้ขับเรือเอง แต่ก็มีผู้โดยสารหลายคน บ้างก็ขับเรือล่มก่อนถึงฝั่ง บ้างก็ถึงฝั่งอย่างปลอดภัย หรือเปลี่ยนเรือลำใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายด้าน ได้แก่การวางแผนการออกเรือ การดูคลื่นลม และประสบการณ์เป็นต้น

 

ดังนั้นหากเปรียบเทียบการลงทุนกับการออกเรือ ก็คงไม่แตกต่างกัน เพราะหากผู้โดยสารทุกคนมีเป้าหมายการออกเรือที่ชัดเจน มีกรอบระยะเวลา สามารถประเมินความเสี่ยง และโอกาส ในการออกเรือเพื่อให้ถึงเป้าหมาย อย่างปลอดภัยนั้น ควรจะต้องเตรียมการและศึกษาวิธีการในการควบคุมเรือให้ได้อย่างเหมาะสม เพราะในทะเลนั้น ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่มนุษย์ทั่วไป ไม่สามารถควบคุมได้

 

โดย นักเดินเรือหรือนักลงทุนที่ดี ควรจะต้องมีศึกษาข้อมูลและมีการวางแผนการเดินทางก่อนออกเดินทางเสมอ เพื่อจะได้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและไม่ใช้เวลามากจนเกินไป และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางให้ถึงจุดหมายในการออกเรือจึงมีข้อแนะนำดังนี้

 

1.กำหนดเป้าหมาย และ กำหนดระยะเวลาเดินเรือ (การกำหนดผลตอบแทนและระยะเวลาในการลงทุน) เช่น ระยะทางที่จะเดินทาง ว่าจะใช้เวลาเบื้องต้นเป็นเวลาเท่าไร เช่น กี่เดือนหรือกี่ปี ซึ่งอาจมีทั้งที่หมายระยะสั้น และที่หมายระยะยาว  รวมทั้งความสามารถของผู้โดยสารที่จะสามารถอยู่ในเรือได้ยาวนานเท่าไรด้วย

 

2. การเลือกเส้นทางเดินเรือ (กำหนดนโยบายการลงทุน) ว่าจะเลือกเส้นทางหลัก หรือเส้นทางลัด แต่อาจมีความเสี่ยงเรื่องอุปสรรค ต่างๆที่อยู่ในน่านน้ำ ได้แก่โขดหินโสโครก , กระแสน้ำที่รุนแรง, แหล่งน้ำเน่าเหม็น ซึ่งผู้เดินเรือจะต้องประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นหากเลือกเดินทางในเส้นทางดังกล่าว ว่าผลตอบแทนนั้นคุ้มค่ากับความเสี่ยงกับตัวเรือหรือเปล่า (เพราะเมื่อเสียหายอาจซ่อมเรือไม่ได้)

 

3.การเลือกขนาดเรือ (ขนาดของเงินลงทุน)  ควรเลือกขนาดเรือให้เหมาะสมกับตัวผู้โดยสารเอง เพราะจะบ่งบอกถึงความสามารถ ในการบรรจุสัมภาระต่างๆ และความคล่องตัว เพราะหากท่านเลือกเดินทางในกระแส น้ำที่เชี่ยว หรือแคบ ต้องใช้ความคล่องตัว ในการหลบหลีกหรือพร้อมสละเรือได้ตลอดเวลา แต่หากเป็นเรือที่ใหญ่เลือกทางสัญจรทั่วไป จะปลอดภัยกว่า

 

4.การเลือกสัมภาระที่นำลงไปในเรือ (การจัดพอร์ตลงทุน) ทั้งนี้ผู้เดินทางจะต้องเข้าใจในสินค้าแต่ละประเภทว่ามีคุณสมบัติเช่นไร และควรเลือกสินค้าใด สัดส่วนเท่าไหร่ลงไปในเรือซึ่งสินค้าต่างๆ ก็จะมีคุณสมบัติดังนี้

4.1 สินค้าที่สามารถออกผลผลิตได้ระหว่างการเดินทาง (เช่นหุ้นปันผล)

4.2 สินค้าที่สามารถขายได้ราคาดี เมื่อนำไปขายที่ท่าเรือเป้าหมาย แต่อาจซื้อขายได้ยากหากไม่ถึงเวลาที่กำหนด (เช่นหุ้นคุณค่า)

4.3 สินค้าที่มีความเสี่ยงของการเน่าเสีย (เช่น หุ้นปั่นหรือหุ้นเล่นตามกระแสนิยม)

4.4 สินค้าพื้นเมืองที่ใครก็รู้จักทำให้ซื้อขายคล่องตัว (เช่น หุ้นในกลุ่ม SET50)

 

แต่อย่างไรก็ดีสินค้าที่เลือกลงเรือไม่ควรที่จะหลากหลายเกินไปและควรสอดคล้องกับขนาดของเรือ ระยะเวลาการเดินเรือ และเป้าหมายของการเดินเรือ

 

@ ทั้งนี้ผู้เดินเรือเองควรศึกษาถึงวิธีวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยง ด้านราคาของสินค้า และผลตอบแทนที่เกิดขึ้น ว่ามีราคาถูกหรือแพงอย่างไร คุ้มค่ากับการนำใส่ไปในเรือหรือไม่  (เปรียบเสมือนการวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน) ซึ่งอาจต้องใช้ประสบการณ์และสอบถามผู้รู้หรือดูข้อมุลที่มีผู้วิเคราะห์ไว้แล้ว

 

5. รู้ทิศทางคลื่นและกระแสลม (การหาจังหวะในการลงทุน) โบราณว่าน้ำเชียวอย่านำเรือไปขวาง เปรียบเสมือนการเดินเรือที่จะได้รับความปลอดภัย หรือใช้เวลาเดินเรือที่สั้นจะต้องรู้ทิศทางของกระแสน้ำและกระแสลม ซึ่งหากเลือกเดินทางในช่วงคลื่นลมไม่สงบ หรือล่องเรือสวนกระแส อาจทำการออกเรือนั้นสูญเปล่า หรือนำมาให้เกิดความเสียหายของตัวเรือ ซึ่งบางครั้ง การไม่ออกเรือเลยจะเป็นวิธีที่ดีกว่า

 

ดังนั้นผู้ออกเรือควรศึกษาถึงวีธีการประเมินกระแสน้ำว่าอยู่ในทิศทางขึ้นหรือลง หรือเป็นน้ำวน (ไม่มีทิศทางชัดเจน)  เพื่อจะได้กำหนดจังหวะในการออกเรือและพักเรือได้ (เปรียบเสมือนการวิเคราะห์ทางเทคนิค)

 

6. ซ้อมแผนสละเรือ (การรู้จักที่จะหยุดขาดทุน) ผู้โดยสารควรมีแผนสำรองในการรักษาชีวิตของตนเอง หากการเดินเรือนั้นเจออุปสรรคที่จะต้องสละเรือทิ้ง ดังนั้น การเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ด้วยการสมมุติเหตุการณ์ และกำหนดแผนปฎิบัติ ก็จะเป็นตัวช่วยให้การเดินทาง ครั้งนั้น สามารถรักษาชีวิต เพื่อสร้างโอกาสให้กับมาเดินเรือใหม่ได้ ซึ่งผู้โดยสารจะต้องรู้ว่าจะเส้นทางเดินเรือที่เลือกเดินนั้นมีความเสี่ยงอย่างไรด้วยเช่นกัน




หากกล่าวโดยสรุปคือ

ผู้เดินเรือมือใหม่ นั้นมีความเสี่ยงอยู่มากมายที่อาจไม่สามารถถึงที่หมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย หรือไม่สามารถขายสินค้าอยู่ในลำเรือได้เมื่อถึงที่หมาย  แต่อย่างไรก็ดีการวางแผน ศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อม จะเป็นตัวช่วยในการลดความเสี่ยง  ซึ่งแม้จะต้องมีการลองถูกหรือลองผิดก่อน แต่ประสบการณ์ที่สะสมไว้จะเป็นตัวช่วย ซึ่งหากเดินเรือได้แล้วก็จะเป็นทักษะที่ติดตัวไปได้ตลอด และเมื่อถึงเวลาหนึ่งผู้เดินเรือนั้นก็จะสามารถนำเรือที่ใหญ่มาก และมากขึ้นเรื่อยๆถึงฝั่งได้เช่นกัน

แต่ปัญหาของผู้เดินเรือส่วนใหญ่มักชอบที่จะขับเรือเองแต่ไม่ได้ติดตามเส้นทางการเดินเรือของตน คอยแต่รับฟังความเห็นของ ลูกเรือบ้าง หรือเรือลำข้างๆบ้าง หรือรับฟังแต่ข่าวสารจากวิทยุสื่อสารบ้าง ซี่งไม่ได้วิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าที่เกิดขึ้นจริง จึงทำให้เลือกเดินทางตามเส้นทางที่คนอื่นเขาบอกว่าดีหรือปลอดภัย แต่ไม่รู้ว่าจะมีหลุมน้ำวน หรือโขดหินอยู่ตรงไหน และบางครั้งกังวลจนเกินไป ทำให้การเดินเรือเป็นเรื่องที่เครียด ไม่ได้สนุกเหมือนอย่างที่ออกเรือไปในตอนแรก  ดังนั้น ก่อนออกเรือทุกครั้งผู้เดินเรือควรวางแผนการเดินเรือของตนว่าคุ้มค่ากับการออกเรือหรือไม่ และมีความเสี่ยงอย่างไรบ้าง ก็จะทำให้การเดินทางเป็นเรื่องสนุกและยอมรับได้หากเกิดปัญหาไม่คาดฝันใดใด เกิดขึ้น

ทั้งนี้จึงขอฝากข้อคิดเหล่านี้ให้กับผู้ลงทุนทุกท่าน สำหรับการเดินทางบนเส้นทางการลงทุน แห่งนี้  ครับ



“การลงทุนนั้นไม่ยาก หากเข้าใจ ถึงผลลัพธ์ ของความเสี่ยง และผลตอบแทน เพียงแต่คุณจะเลือกเดินทางในการเดินทางนั้น หรือการเดินทางถัดไป ก็ขึ้นอยู่กับข้อคิดต่างๆ 6 ข้อที่กล่าวมาครับ “

วิทยายุทธการเทรด

หากเปรียบการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์นั้นจะต้องเต็มไปด้วยความรวดเร็วและ อาจต้องมีการตัดสินใจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา




ดังนั้นผู้ที่ลงทุนจะต้องมีหลักในการตัดสินใจ และมีการเตรียมพร้อมเพื่อลดการบาดเจ็บหรือการสูญเสียมิให้เกินสภาพร่างกายที่จะยอมรับได้ ซึ่งผมจึงขอเปรียบกลยุทธ์การเก็งกำไรในตลาดฟิวเจอร์เป็นอุปมาอุปมัยเพื่อให้เห็นในเฉกเช่นการต่อสู้ในเชิงศิลปะป้องกันตัวเลยทีเดียว
 
1.พื้นฐาน การต่อสู้  
ควรจะต้องเรียนรู้ถึงหลักการต่อสู้ต่างๆ โดยเริ่มต้นจากท่ายืน  ท่าเดิน ท่าปัด ท่าชก หรือ ท่าเตะ ซึ่งหลักการต่อสู้โดยทั่วไป จะเริ่มต้นด้วยทักษะการยืน และการปัดป้องมากกว่าการเข้าทำ ซึ่งหมายความว่าตามหลักการลงทุนแล้วควรจะต้องเรียนรู้วิธีการป้องกันการขาดทุน ก่อนที่จะเรียนรู้การทำกำไร แต่นักลงทุนส่วนใหญ่มักอยากที่จะเรียนการทำกำไรเพียงอย่างเดียว โดยไม่เรียนรู้ที่จะป้องกันการขาดทุน    โดยหากเปรียบกับการเรียนศิลปะการต่อสู้ นั้นต้องฝึกทักษะต่างๆ เป็นแรมปี โดยจะต้องเรียนรู้และพัฒนาที่ละอย่างให้เกิดความชำนาญ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการเข้าถึงทักษะป้องกันตัวในชั้นสูงได้
 
“หากแม้ว่าเข้าทำคู่ต่อสู้ได้ โดยมิสามารถปัดป้องตัวเองได้แล้วไซร้ ท้ายที่สุดก็คงสิ้นชีวิตอยู่ดี”

“ แม้ทำกำไร ได้แต่ไม่สามารถหยุดขาดทุนได้แล้ว ไซร้  คงต้องหมดตัวอยู่ดี”
ดังนั้นหากการเรียนรู้ศิลปะป้องกันตัวเพียงข้ามคืน แบบว่าจะใช้ให้ได้ผล ควรเลือกท่าไม้ตายไม่กี่ท่าที่ถนัดและฝึกให้เกิดความชำนาญ โดยหากคู่ต่อสู้ได้แสดงท่าการจู่โจมท่าที่เราฝึกมา ก็จะสามารถตอบโต้ได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย เพียงแต่หากรู้น้อยท่า ก็ต้องรู้จักรอให้โอกาสจังหวะนั้นมาถึงจึงค่อยจัดการ

  2. เลือกใช้อาวุธ  นักลงทุนหลายคนมักชอบถามว่าเครื่องมืออะไร (Indicator ใด) เป็นเครื่องมือหรืออาวุธที่ดีที่สุด ผมคงตอบได้ว่าอาวุธที่ดีที่สุดในโลกนั้นคงไม่มี เพราะมันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม  ความถนัด ทักษะความชำนาญ คู่ต่อสู้และสรีระของผู้ใช้แต่ละคน  ดังนั้นอาวุธยาวหรือสั้น นั้นจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ก็ขึ้นอยู่กับการต่อสู้นั้นเป็นแบบประชิดตัวหรือเปล่า และผู้ใช้มีความถนัดและเข้าใจในอาวุธนั้นๆ มากดีพอหรือเปล่า  เปรียบเสมือนการวิเคราะห์ทางเทคนิค ที่อาจเลือกใช้ Indicator ในแต่ละสถานการณ์ไม่เหมือนกัน โดยบางเครื่องมือจะใช้ได้ดีในตลาดที่มี Trend เช่น Moving Average, Bollinger band, หรือ MACD เป็นต้น แต่หากตลาดที่แกว่งตัวเป็น Side way อาจต้องหาเครื่องมือที่วัดรอบการลงทุนที่สั้นกว่า เช่น Stochastic หรือ RSI

ดังนั้นผู้ลงทุนควรเลือกใช้อาวุธที่ตนเองถนัดและฝึกให้ชำนาญอย่างน้อย 1เครื่องมือ และเลือกใช้ในสภาวะที่ได้เปรียบ ก็จะสามารถชนะคู่ต่อสู้ได้ไม่ยาก
“อาวุธที่จะใช้ป้องกันตัวเองได้ดีที่สุด ของแต่ละบุคคลนั้นอาจไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย สรีระ วัตถุประสงค์การใช้งาน และความชำนาญ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะบุคคล “

ผู้ใช้งาน ควรจะต้องรู้จักตนเอง และคุณสมบัติของอาวุธที่ตนเองใช้ จึงจะทำให้การใช้งานเกิดประสิทธิภาพ และมีข้อผิดพลาดน้อยที่สุด ซึ่งหากจะเปรียบก็คือเครื่องมือที่จะใช้ในการตัดสินใจการลงทุน ควรจะต้องเหมาะสมกับผู้ใช้ ตามความถนัด และทักษะของผู้ใช้ ซึ่งหลักการใช้งานของเครื่องมือทางเทคนิคแต่ละประเภทผู้ใช้ควรทำความเข้าใจอย่างท่องแท้ถึงข้อดีข้อเสีย อย่างครบถ้วน

3. ชกมากใช่ว่าชนะ   หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ อยากให้ลองนึกคำว่า มวยวัดกับมวยอาชีพต่างกันอย่างไร  โดยหากเรามองถึงนักมวยมือใหม่ได้ลงสนามในครั้งแรกๆ สิ่งที่ต้องสะกดและควบคุมให้ได้คือสติและหยุดความตื่นเต้น ซึ่งนักมวยใหม่ส่วนใหญ่นั้นมักจะออกหมัดส่งเดช ด้วยความกลัวและขาดสติ รวมถึงอาจไม่ได้เรียนรู้ถึงรูปแบบ หรือทักษะที่ถูกต้อง จึงทำให้การชกแต่ละครั้ง ที่ออกไปเป็นแค่ความหวังว่าจะฟลุ๊ก โดนหน้าคู่ต่อสู้ได้บ้าง  โดยมิได้ประเมินถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนที่จะชกในแต่ละครั้ง  ทำให้บางครั้งกลับต้องเจอสวนหมัดกลับมาหน้าหงาย  
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีประสบการณ์และฝึกฝนมาดีจะเลือกจังหวะที่ดีที่สุดในการเข้าชก โดยมุ่งหวังที่จะต้องชกอย่างเข้าเป้าและปลอดภัย โดยจะเปิดช่องว่างในการโดนสวนกลับให้น้อยที่สุด

“นักเก็งกำไรที่ดี ควรประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนทุกครั้งก่อนเลือกเทรด เพราะสัญญาณทางเทคนิคแต่ละครั้ง อาจเกิดความคุ้มค่าในการเทรดได้ไม่เท่ากัน”

หากจะให้เห็นภาพ ผมจึงอยากให้นักลงทุนทุกท่านเห็นได้ว่าผู้เป็นมือใหม่ส่วนมากจะซื้อขายทุกครั้งที่เกิดสัญญาณทางเทคนิค เพียงเพราะความตื่นเต้นที่อยากมีลุ้นตลอดเวลา หรือความโลภที่เห็นราคาจะปรับขึ้นหรือเพราะหวาดกลัวเห็นราคาจะปรับลง ดังนั้นการลงทุนที่มีการซื้อขายบ่อย ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผู้ได้กำไรสูงสุด
4.จังหวะและความเร็ว
การต่อสู้บางครั้งอาจตัดสินกันด้วยความเด็ดขาดเพียงเสี้ยววินาที เพราะหลายครั้งที่ซามูไร เมื่อดวลดาบกัน แม้ผู้ชักดาบก่อนแต่ยังมีความลังเลอยู่ก็อาจพ่ายแพ้ จากความเด็ดขาดของอีกฝ่ายได้
ดังนั้นทักษะสำคัญของผู้เป็น Trader หรือนักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์ จะต้องมีความรวดเร็วและเด็ดขาด จะมาง้างหมัด หรือลังเลระหว่างการออกดาบไม่ได้ เพราะคุณกำลังเปิดช่องให้ความเสี่ยงของราคา ที่จะไหลไปทางใดทางหนึ่งเกิดขึ้นจนทำให้ต้นทุนของราคาคุณเปลี่ยนไป

“ความเร็วและการตัดสินใจ เป็นสิ่งที่นักลงทุนทั่วไป ต้องพ่ายแพ้ต่อนักลงทุนรายใหญ่ หรือนักลงทุนผู้มีประสบการณ์มากกว่า ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ควรต้องฝึกฝน คือเรื่องการตัดสินใจ สติ และความเด็ดขาด ซึ่งจะทำได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมและการใส่ใจ แต่อย่างไรก็ดี บางเรื่องพูดแล้วอาจนึกไม่เห็นภาพจนกว่าจะต้องเจ็บตัวเสียก่อนถึงจะจำได้ “
5. การรักษาระยะ 
หากเราสามารถคำนวณระยะต่อสู้ของคู่ต่อสู้ของเราได้ ก็จะสามารถป้องกันตัวเองได้ โดยไม่เข้าไปอยู่ในระยะที่คู่ต่อสู้ทำอันตรายได้ 
ดังนั้นการลงทุนหรือการเก็งกำไรต่างๆ หากอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่ใจหรือประเมินคู่ต่อสู้ไม่ออก  ก็ควรที่จะออกมาห่างจากรัศมีการต่อสู้ของคู่ต่อสู้ ก็จะไม่เจ็บตัวโดยไม่จำเป็น

“หากเกิดความไม่แน่ใจ หรือดูตลาดไม่ออก ควรออกจากตลาด หรือไม่ควรที่จะมีสถานะตลอดเวลา หากคุณไม่สามารถประเมินทิศทางของตลาดได้”


6. เลือกชกหรือไม่ชก
การไม่ชก ไม่ได้หมายความว่าแพ้ ดังนั้นการออกหมัดแต่ละครั้ง ต้องมีความหมายและคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น  ซึ่งบางจังหวะนักต่อสู้ที่ดีต้องเลือกที่จะถอยฉากออกมารอบนอกจนกว่าจะเกิด จังหวะหรือมุมที่มั่นใจ และค่อยเลือกชก  เพราะการชกที่มากเกินไปอาจทำให้ความแม่นยำนั้นน้อยลง และบางครั้งทำให้เกิดความล้าได้ โดยหากเลือกชกทุกครั้งแม้ว่าจะยอมโดนสวนหมัดบ้าง ก็อาจทำให้เกิดอาการผวาและเมาหมัดจากการโดนสวน ซึ่งจะทำให้สติและความเฉียบคมน้อยลง
 

“จงเรียนรู้ที่จะต้องรอ จังหวะ และอดทนต่อความโลภ เพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลที่ยิ่งใหญ่ เปรียบเสมือน สิงโต ที่ดักรอซุ่มเหยื่ออย่างเงียบ จนกว่าถึงจังหวะที่มั่นใจ แล้วจึงไล่ตะครุบเหยื่อ”โดยสรุปแล้วผมหวังว่า ปรัญญาการต่อสู้ น่าจะประยุกต์ใช้ได้ดีสำหรับผู้ชอบการเก็งกำไร ที่จะต้องประเมินโอกาสที่จะเข้าทำคู่ต่อสู้เทียบกับ การโดนคู่ต่อสู้สวนกลับ เปรียบดังความเสี่ยงและผลตอบแทน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้ชัด คือไม่มียอดฝีมือคนไหน หรือ Champion คนใด ขึ้นสู่ต่ำแหน่งสูงสุดได้โดยไม่เคยเจ็บตัว เพียงแต่ผู้นั้น เป็นผู้ที่เรียนรู้และพัฒนา เพื่อลดข้อผิดพลาดและเสริมจุดแข็งที่ตัวเองมีอยู่ โดยจะต้องฝึกซ้อม และปฎิบัติอย่างมีสติ

“การทำกำไร หรือการขาดทุนเป็นเรื่องปกติ ของชีวิตการต่อสู้ เพียงแต่เราพร้อมที่จะเรียนรู้และก้าวข้ามตรงจุดนั้นไปหรือเปล่า”


บทความอื่นๆ
กลยุทธ์การทำกำไร



ข้อ 1. เรื่องของความเสี่ยง
“ความวิตกกังวลไม่ใช่ความเจ็บป่วย หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความสุขสมบูรณ์ ถ้าหากว่าคุณยังไม่มีความวิตกกังวลแล้ว แสดงว่าคุณยังไม่ได้เผชิญกับความเสี่ยงที่มากพอ”
1.1 จงเล่นเพื่อผลลัพธ์ที่มีคุณค่าพอเท่านั้น
1.2 จงหลีกเลี่ยงการกระจายความเสี่ยง
 การกระจายความเสี่ยงมีข้อเสียใหญ่ๆ ด้วยกันสามประการคือ
การกระจายความเสี่ยงขัดกับหลักรองข้อ1  ซี่งกล่าวว่าคุณควรเล่นเพื่อผลลัพธ์ที่มีคุณค่าพอเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองถ้าหากคุณตั้งต้นด้วยเงินทุนที่น้อยแล้ว การกระจายความเสี่ยงก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิมอีก
การกระจายความเสี่ยงทำให้ผลกำไรและขาดทุนของหลักทรัพย์แต่ละตัวลบล้างกันไป ผลก็คือคุณจบลงที่จุดตั้งต้น
การกระจายความเสี่ยงทำให้คุณกลายเป็นนักเล่นกลที่พยายามโยนลูกบอลขึ้นไปในอากาศมากลูกเกินไปในเวลาเดียวกัน หากคุณมีลูกบอลถึงหนี่งโหลลอยอยู่ในอากาศพร้อมกัน โดยที่ครึ่งหนึ่งทำท่าว่าจะวิ่งเฉไปทางอื่นแล้ว โอกาสที่คุณจะแก้ไขสถานการณ์คงเป็นไปได้ยาก และอาจพลอยทำให้บอลที่เหลือตกพื้นไปหมดด้วย

ข้อ 2.  เรื่องของความโลภ
 “จงฉวยกำไรโดยเร็วที่สุด ทำไมถึงต้อง “เร็วที่สุด” ด้วย? เพราะคุณควรจะหยุดเล่นและเก็บเงินเข้ากระเป๋าก่อนที่โชคของคุณจะหมดไปซิ จงอย่าพยายามเล่นจนเฮือกสุดท้าย เพราะโอกาสที่คุณจะเป็นผู้ชนะจนถึงจุดนั้นคงเป็นไปได้น้อยมาก จงอย่ากังวลว่าโชคของคุณจะยังคงดีติดต่อกันอีกนานหรือไม่ เพราะคุณไม่มีโอกาสที่จะทราบว่าโชคครั้งสุดท้ายของคุณในวันนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร ขอให้เอากำไรใส่กระเป๋าและเลิกเล่นจะดีกว่า”
2.1 จงตัดสินใจก่อนว่าคุณต้องการทำกำไร และจงเลิกเล่นทันทีที่คุณทำได้ตามเป้านั้น
 ในโลกแห่งการพนันหรือการเสี่ยงโชคนั้น คุณไม่สามารถมองหาจุดหมายปลายทางได้ คุณจะต้องเป็นผู้กำหนดจุดหมายปลายทางของคุณเองเท่านั้น จริงอยู่มันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับคนส่วนใหญ่ และหลายคนได้มองข้ามจุดนี้ไปโดยสิ้นเชิง แต่คุณจำเป็นต้องฝึกหัดตนเองเอาไว้ เพราะมันคือเครื่องมือที่จำเป็นอย่างหนึ่งในการเก็งกำไรของคุณ ขอให้คุณปลูกฝังนิสัยนี้เอาไว้ และทันทีที่คุณบรรลุถึงเป้าหมาย ขอให้คุณเลิกเล่นทันที เว้นเสียแต่ว่าคุณจะมีเหตุผลที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งต้องเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่างเกิดขึ้นและทำให้คุณมั่นใจว่าคุณจะยังคงเป็นผู้ชนะไปอีกระยะ จึงจะยังไม่เลิกเล่น


ข้อ 3.  เรื่องของความหวัง
“ถ้าเรือกำลังจะล่ม อย่ามัวแต่สวดภาวนา ให้กระโดดลงน้ำทันที”
การรู้จักหลบเลี่ยงจากเหตุการณ์ที่เลวร้าย ถือเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง เพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะฝีกสอนกันได้ มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ มันเป็นเรื่องที่ทำให้คนๆหนึ่งแตกต่างจากคนที่เหลือ บางคนถึงกับกล่าวว่าการรู้จักทางหนีทีไล่เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดของนักเก็งกำไร หรือนักการพนัน
การที่นักเก็งกำไรไม่รู้จักกระโดดออกจากเรือที่กำลังจะจมโดยเร็วเป็นเหตุผลใหญ่ที่ทำให้พวกเขาเสียเงินมากกว่าเหตุผลอื่นและเป็นเหตุผลที่ได้ทำให้นักเก็งกำไรน้ำตาตกกันมามากต่อมากแล้ว ขอให้สังเกตคำพูดให้ดีว่า “เรือกำลังจะจม” จงอย่ารีรอเรือจมไปแล้วครึ่งลำจึงค่อยกระโดดหนี
การตัดสินใจที่จะกระโดดออกจากเรือนั้นจะมีอุปสรรคอยู่ด้วยกัน 3 ประการ

อุปสรรคข้อแรก คือ ความกลัวว่าจะผิดหวัง กลัวว่าหุ้นที่คุณขายทิ้งจะมีราคาสูงขึ้นอีก และทำให้คุณพลาดโอกาสทองไป
อุปสรรคข้อสอง คือ คุณจะขาดทุนทุกครั้งที่คุณใช้หลักใหญ่ข้อ 3 หลายคนจะรู้สึกเจ็บใจต่อการขาดทุน แต่อย่างไรก็ตามคุณจะเจ็บใจน้อยลงเมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง
อุปสรรคข้อสาม คือ มนุษย์เรามักปากแข็งและไม่ยอมรับว่าตนเองทำผิด เพราะฉะนั้นคุณจะต้องยอมรับให้ได้เสียก่อนว่าคุณได้ทำผิดหรือคาดการณ์ผิดไปแล้ว ในกรณีที่คุณพลาดจริงๆ
3.1 จงถือว่าการสูญเสียเล็กๆน้อยๆ เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตและจงเตรียมพร้อมกับการสูญเสียเล็กน้อยหลายๆครั้ง ก่อนที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลในวันข้างหน้า
 โดยความเป็นจริงแล้ว คุณควรจะยินดีกับการสูญเสียเล็กๆน้อยๆบ้าง เพราะมันจะช่วยป้องกันมิให้คุณสูญเสียเงินก้อนใหญ่ในภายหลัง จงฝึกนิสัยการรู้จักสูญเสียเล็กๆน้อยๆเอาไว้ ถ้าหากลงทุนในหลักทรัพย์ชนิดหนึ่งไม่สัมฤทธิ์ผลแล้ว ก็ขอให้ลองกับหลักทรัพย์ชนิดใหม่ จงอย่าได้นั่งอยู่เฉยๆในเรือที่กำลังจะจมน้ำเพราะคุณจะพาลจมน้ำไปพร้อมกับเรือด้วย ใครก็ตามที่ไม่เข้าใจหลักนี้ย่อมเป็นนักเสี่ยงโชคที่ดีไม่ได้

ข้อ 4.  เรื่องของการพยากรณ์
“คุณไม่สามารถทำนายพฤติกรรมของมนุษย์ได้ ดังนั้นจงอย่าหลงเชื่อใครก็ตามที่อ้างว่ามองเห็นอนาคต”
เพราะไม่มีใครที่สามารถทำนายอนาคตได้ ไม่ว่าอนาคตนั้นจะใกล้เพียงหนึ่งวันหรือไกลเป็นปีสองปีก็ตาม ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการจะประสบความสำเร็จในการลงทุนแล้ว ขอให้คุณเลิกฟังคำทำนายทั้งหมด และที่สำคัญที่สุด คือ อย่าขอคำแนะนำจากนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ตลาด หรือนักการเมืองหน้าใดทั้งนั้น เพราะตลาดหุ้นคือที่รวมความรู้สึกของมนุษย์จำนวนมาก ราคาของหุ้นจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มนุษย์คิด ทำและรู้สึก ราคาหุ้นของบริษัทหนึ่งๆไม่ได้ขยับสูงขึ้นเนื่องจากตัวเลขในงบการเงินเปลี่ยน หากแต่เกิดจากการที่มนุษย์คิดว่าอนาคตของบริษัทจะดีขึ้นต่างหาก