Infinite Growth FX

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


คนรวยๆ เขาลงทุนอะไร...ให้ปลอดภัยจากมรสุมเศรษฐกิจ



“คนที่รวยมากๆ เขาไม่ได้มองแต่ทองคำกันหรอก หมายถึงคนที่รวยจนล้นเหลือ รวยจนเบื่อที่จะมีแต่ทองคำ คนกลุ่มน้อยนิดนี้เขามีทางเลือกอื่นเพิ่มเติม…”

เมื่อคิดจะหาแหล่งหลบภัยในการลงทุนหากเกิดเหตุร้าย บางคนอาจจะคิดถึงการถอนเงินฝากและเงินลงทุนมาเก็บในเซฟที่บ้าน เรียกว่าไม่ไว้ใจใครแล้วนอกจากตัวเอง เลยฝังตุ่มบ้านเรานี่ละ
แต่เก็บไปเก็บมา ราขึ้น แบงค์เปื่อย หรือน้ำท่วมตู้เซฟจนความแตก เลยโดนข้อหาร่ำรวยผิดปกติไปก็มีหรือเก็บไปเก็บมา ค่าเงินบาทโดนลดไป 50% อ้าวหายรวยไปครึ่งนึง ทำไงดีล่ะ

มาถึงตรงนี้ บางคนอาจนึกออกแล้วว่าควรเก็บเป็นทองคำไว้บ้าง เพื่อให้คงคุณค่าและอำนาจซื้อไว้ หรือเวลามีสงครามใหญ่ก็เอามาทยอยขายแลกปัจจัยสี่ห้าหก ตามแบบคุณปู่มาคิยงของลุงมาร์ค ฟาเบอร์ ที่เหรียญทองคำช่วยให้รอดชีวิตจากความทารุณในช่วงสงครามมาจนมีพ่อลุงมาร์ค แล้วก็มีผลผลิตมหัศจรรย์อย่างลุงมาร์ค ที่ออกมาด่าการเมืองในสหรัฐมาจนถึงวันนี้

แต่คนที่รวยมากๆ เขาไม่ได้มองแต่ทองคำกันหรอก หมายถึงคนที่รวยจนล้นเหลือ รวยจนเบื่อที่จะมีแต่ทองคำ คนกลุ่มน้อยนิดนี้เขามีทางเลือกอื่นเพิ่มเติม

แถมตา Jim O’Neill ประธานกรรมการ Goldman Sachs Asset Management. ยังออกมาบอกว่า “ความคิดที่เชื่อว่ามี Safe Haven หรือแหล่งปลอดภัยตลอดกาลที่จะเอาความมั่งคั่งของเราไปลงทุน มันเป็นอันตราย”

เอ้า ยังอ่านไม่จบ อย่าเพิ่งร้องกรี๊ดขยับปีกที่ไหม้ไปแล้วครึ่งนึง บินพรึ่บๆ ตาลีตาเหลือก ออกไปขายทองคำทิ้งเพราะคำพูดตา Jim กันล่ะ ก็ที่เขาพูดนั้น เขาหมายถึงพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันต่างหาก

จริงอยู่ ทองคำเป็น Safe Haven ที่คนทั่วโลกนิยมกันมากที่สุด เพราะทองคำสามารถดำรงอำนาจซื้อไว้ได้ และไม่เสื่อมคุณค่าของตัวมันเอง แต่ทองเป็นก้อนๆ เป็นแท่งๆ หรือเป็นเหรียญจำนวนมากๆ มันก็หนักนะ ยกเว้นพวกที่ซื้อกองทุน ETF ทองคำ ที่ไม่ต้องเก็บรักษาเอง อย่างนี้ก็ไม่หนัก

แต่เศรษฐีเขายังหนักใจกัน เพราะกลัวว่า เอ... ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วโดนรัฐยึดทองคำไว้ ทีนี้จะทำยังไงกันล่ะ

ดังนั้น เศรษฐีที่ร่ำรวยมากๆ ก็เลยคิดกันว่ามีแต่ทองคำก็อาจจะไม่ปลอดภัย ก็ดูอย่างตาฮูโก้ ชาเวซ ประธานาธิบดีเวเนซูเอลลาสิ เขายังเอาทองคำสำรองของรัฐบาลเวเนซูเอลลากว่า 211 ตันที่เคยเก็บไว้ในธนาคารยุโรปกับสหรัฐอเมริกาใส่เรือกลับคืนประเทศเมื่อเดือน พย ปีก่อนเลย คงเพราะกลัวว่ารัฐบาลตะวันตกจะเข้าตาจน แล้วจะยึดเอาทองคำไป

เอ้า พวกเราที่มีทองเล็กๆ น้อยๆ ผ่านการลงทุนในกองทุนทองคำ ถ้าจะแตกตื่นตามตาฮูโก้ ชาเวซ ก็ตามใจ ไม่ว่ากัน แต่ต้องถามตนเองก่อนว่าถอนออกมาแล้วจะเอาไปซื้อทองคำอีกไหม ซื้อแล้วจะเอาไปเก็บที่ไหน หรือจะใส่เป็นทองรูปพรรณกันให้เต็มคอ แล้วมันจะปลอดภัยไหม หรือจะเปลี่ยนเป็นเงินสด หรือจะไปลงทุนอย่างอื่น

คิดไปคิดมาชักปวดหัว เพราะจะเก็บเป็นเงินสด เงินฝาก ตราสารหนี้ หรือพันธบัตร ก็กลัวเสื่อมอำนาจซื้อจากเงินเฟ้อ จะซื้อหุ้นก็กลัวเจ๊ง อย่ากระนั้นเลย สู้เอาเงินที่เก็บหอมรอบริบนี่ไปช็อปปิ้งกันให้สบายใจดีกว่า

เอา จะทำอะไรก็ทำ เงินใครเงินมันอยู่แล้ว ขอแต่ว่าถ้าพลาดพลั้งไปก็อย่ามากระพือปีกไหม้ๆ ร้องไห้กระซิกๆ ให้เห็นแล้วกัน

เรื่องที่เศรษฐีตัวจริงเขาสะสมเงินที่ล้นเหลือไปไว้ที่ไหนกันบ้างนั้น ต้องบอกว่ามีหลายอย่างเลย นอกจากทองคำแล้ว เศรษฐียังสะสมงานศิลปะ วิสกี้ ไวน์ เหรียญโบราณในสกุลเงินประหลาดๆ ที่คนไม่ค่อยรู้จักกัน และอื่นๆ อีกมาก

แต่จะสะสมอะไรก็ว่ากันไป อย่าไปสะสมกิ๊ก เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหากคุณนายรู้แล้ว กิ๊กยังมีแต่เสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา คุณผู้ชายอย่ามาเถียงเป็นอันขาดนะ

ตัวอย่างการลงทุนของเศรษฐีอเมริกัน
----------------------------------------

1. พันธบัตรรัฐบาลคานาดา (Canadian Bonds)

Financial Post รายงานว่า มีการซื้อ Canadian Bond กันมากขึ้นจนทำสถิติสูงถึง 16,700 ล้านคานาเดียนดอลลาร์ ในเดือนพฤษภาคม 2555

เรื่องนี้ Jeff Herold กับ Maria Berlettano ผู้เป็นผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ของ J. Zechner Associates บอกว่า ธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่มีความกังวลเรื่องวิกฤติในยุโรปได้หันไปหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยผ่าน Canadian Bond ซึ่งรักษาอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AAA เอาไว้ได้

เศรษฐีก็ทำได้เช่นกัน

2. Scandinavian Bonds

ยิ่งสถานการณ์กลุ่มยูโรแย่ลง พันธบัตรของ Sweden, Norway และ Denmark ก็ยิ่งมีราคาตลาดสูงขึ้น เพราะมีฐานะการเงินการคลังที่แข็งแรงกว่ามาก

เรื่องนี้ DNB ซึ่งเป็นธนาคารใน Norway ถึงกับออกพันธบัตรรุ่นพิเศษมารองรับความต้องการของผู้ลงทุนสถาบันจากต่างประเทศและบรรดาเศรษฐีเมืองนอกที่แห่กันมาซื้อทีเดียว

Rob Stewart ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้และเงินตราต่างประเทศ ที่ Rothschild Wealth Management ยังถึงกับออกมาประกาศว่า Sweden, Norway และ Denmark เป็นที่ที่ปลอดภัยใน การลงทุนและมีพันธบัตรที่แข็งแรงมั่นคง

3. Japanese Yen

Wall Street Journal รายงานว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานี้ ธนาคารกลางทั่วโลกได้เพิ่มทุนสำรองของตนด้วยการการลงทุนในเงินเยนของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นถึง 22% เพราะค่าเงินเยนแข็งขึ้นมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงทำให้ตลาดคาดกันว่ารัฐบาลญี่ปุ่นต้องต่อสู้ให้ค่าเงินเยนอ่อนลง มิฉะนั้นการส่งออกจะลำบาก

J.P. Morgan ก็ได้แนะนำให้ลูกค้าซื้อเงินเยนในช่วงเศรษฐกิจกำลังเป็นขาลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของญี่ปุ่นเป็นศูนย์ อัตราดอกเบี้ยปล่อยกู้ก็ต่ำมากด้วย ทำให้มีการกู้เงินสกุลเยนในต้นทุนต่ำเพื่อเอาไปลงทุนในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า (Yen Carry Trade) และเมื่อถึงกำหนดคืนเงินเยนที่กู้มา (Deleveraging) ก็จะมีการหาเงินเยนมาคืนเจ้าหนี้ ทำให้สามารถทำกำไรจากการลงทุนในเงินเยนได้

3 อย่างข้างต้นนั้น จัดเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Assets)

แต่ยังมีสินทรัพย์จริงที่จับต้องได้ (Non-financial Assets) ที่บรรดาเศรษฐีนิยมลงทุนกันอีกหลายอย่าง เช่น

1. ที่ดินการเกษตร

ที่ดินการเกษตรเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยและทรงคุณค่า เพราะมีปริมาณจำกัด ในขณะที่มีคนต้องการเพิ่มขึ้นเสมอ

Tom Eisenhauer ผู้เป็น President ของ Bonnefield Financial ชี้ว่า ราคาที่ดินการเกษตรสามารถต้านทานเงินเฟ้อได้ดีกว่าทองคำ ในขณะที่ Simon Black บอกว่า ที่ดินการเกษตรเป็นการลงทุนที่ดีในการต้านทานเงินเฟ้อเพราะความต้องการอาหารมีแต่จะเพิ่มขึ้น และ John Taylor หัวหน้าฝ่าย Farm and Ranch ของ U.S. Trust ยืนยันว่า มีมมุมมองว่าที่ดินการเกษตรจะเป็นตลาดกระทิง เพราะขนาดไม่มีข่าวดีเลยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แถมยังมีแต่ข่าวร้ายๆ ราคาก็ยังขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งยังขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอีกด้วย

2. ไม้

อะไรนะ ไม้น่ะเหรอ

ใช่ ไม้จริงๆ นั่นแหละ หมายถึง ไม้แผ่น ไม้ซุง

ไม้เป็น Soft Commodity ชนิดหนึ่งด้วย และการลงทุนในไม้ก็มีประวัติศาสตร์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีมากโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อเช่นกัน

Larry D. Spears บันทึกไว้ว่า การลงทุนในไม้ที่สหรัฐอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยถึง 22% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1973 ถึง 1981 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วงเดียวกันเป็น 9.2%

ส่วน R. Dennis Moon กรรมการผู้จัดการ ของกลุ่มบริหารสินทรัพย์พิเศษของ U.S. Trust เล่าว่า แม้ตลาดบ้านในสหรัฐจะฟุบมาหลายปี แต่เขามีลูกค้ารายหนึ่งใน Long Island ที่ลงทุน 50 ล้านดอลลาร์ ในพื้นที่ที่มีไม้ใหญ่

อย่างบ้านเราก็น่าคิด ถ้าเป็นพื้นที่ว่างเปล่าในต่างจังหวัดไกลๆ ที่ปลูกสักทองได้ ก็น่าปลูกไว้ เพื่อให้ลูกเก็บกินในอีกสัก 30-40 ปีข้างหน้า คล้ายๆ กับฝากออมสินไว้ให้ลูกนั่นแหละ แต่ก่อนตัดต้องไปขออนุญาตจากรัฐก่อนนะ

3. ปืน

การสะสมปืนสามารถดำรงคุณค่าได้ (เพราะราคาขึ้นไปตามเวลา) เศรษฐีเลยนิยมสะสมปืนและกระสุนกันมาก

ตัวอย่างก็คือ ราคาของปืน Remington .223 ที่อ้างอิงจาก ammo.net มีราคาขึ้นจากปี 1999 ถึง 2011 ถึง 224% ชนะเงินเฟ้อในช่วงเดียวกันมากมาย

นอกจากนี้ Wall Street Journal ยังรายงานว่า ราคาปืนพุ่งกระฉูด เพราะคาดกันว่า Barack Obama จะได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง แล้วจะออกกฏหมายควบคุมอาวุธ และยังระบุว่ามีความต้องการปืนมากเกินกว่ากำลังการผลิตด้วย เห็นได้จากที่ Michael O. Fifer ผู้เป็น CEO ของ Sturm, Ruger & Co. ออกมาแถลงว่า บริษัทขอระงับการรับออร์เด้อร์ซื้อปืนไว้ชั่วคราว เพราะยอดขายในไตรมาสแรกปีนี้เกินกว่าที่คาดไว้มาก เลยผลิตไม่ทันความต้องการที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เอ ... มีความต้องการขนาดนี้แล้วคงไม่ใช่ว่ามีแต่เศรษฐีซื้อแล้วละ และหากคนทั่วไปผสมโรงซื้อด้วยก็อาจหมายถึงความรุนแรงหรือความถี่ของอาชญากรรมในอเมริกาเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะโยงไปถึงเรื่องที่
รัฐบาลท้องถิ่นไม่มีเงินจ้างตำรวจเพียงพอก็ได้

4. นาฬิกา

เรื่องนาฬิกานี้ไม่ใช่ว่าทุกยี่ห้อจะลงทุนแล้วหวังผลกำไรในอนาคตได้เสมอไป คนที่ซีเรียสเรื่องการลงทุนในนาฬิกาจริงๆ จึงมักลงทุนใน Rolex กับ Patek Philippe เป็นหลัก เพราะเป็นยี่ห้อที่ขายออกได้คล่องที่สุด และได้กำไรดี ซึ่งอย่างหลังนี้บริษัทผู้ผลิตมีความเป็นอัจริยะทางการตลาดที่สามารถทำให้ยี่ห้อของตนที่เคยผลิตออกมามีราคาขึ้นมาโดยตลอด

เจ้าของร้านแอนทีคในลอนดอนชื่อ George Somlo ให้ข้อสังเกตุว่า การซื้อนาฬิกาข้อมือที่เป็นแอนทีคในช่วงเศรษฐกิจขาลงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเสมอ ซึ่ง Eric Engh ผู้จัดการเวบไซท์ Old Watch ก็ยืนยันว่า เมื่อนาฬิกาชั้นดียี่ห้อใด รุ่นใด เป็นที่นิยม ก็จะมีคนต้องการอยากจะครอบครองกันมาก และยอมจ่ายในราคาที่สูงลิ่ว

5. สแตมป์

Handbook of Personal Wealth Management เขียนเอาไว้ว่า แสตมป์เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ลงทุนประเภทจับต้องได้ (ไม่ใช่ Financial Assets อย่างหุ้นและพันธบัตร) ที่มี Record ว่าให้ ผลตอบแทนที่มั่นคงและดีมากมายาวนานที่สุด และถึงแม้สแตมป์จะบอบบาง ถูกทำลายได้ง่าย แต่แสตมป์เก่าๆ ก็มีค่าคล้ายๆ รถคลาสสิคที่คนนิยมสะสม หรือหนังสือการ์ตูนยอดนิยมเก่าๆ

มิน่า ลุง Bill Gross (PIMCO) ถึงได้สะสมแสตมป์มีค่าไว้ถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทีเดียว และส่วนมากก็ได้มาจากการที่ลุงเข้าไปประมูลช่วยการกุศลด้วย

นึกถึงหนังสือการ์ตูนเก่าๆ ที่เคยติดงอมแงมสมัยเด็กๆ อย่าง ขวานฟ้าหน้าดำ ชะมัด

เนี่ยะ ถ้าเก็บไว้ดีๆ ป่านนี้ก็สบายไปแล้ว

ดังนั้น เราก็อาจจะเริ่มสะสมสแตมป์ (ทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้เราติดต่อทางอินเตอร์เนตกันแล้ว) และสะสม การ์ตูนซุปเปอร์ไซย่า กันไว้ได้แล้ว

อ้าว อย่าเพิ่งหัวเราะว่าโลกไปยุคเทคโนโลยี่ eBook แล้ว จะให้เก็บไว้ทำไม

อย่าลืมสิ ต่อไปจะมีคนถวิลหาสิ่งที่ยึดโยงเราไว้กับอดีต จะมีคนอยากเงยหน้าขึ้นมาจาก Smart Phone เพื่อจับต้องกระดาษจริงที่มีแต่จะหายากขึ้นทุกที

ก็คงคล้ายๆ กับที่เราเห็นเครื่องพิมพ์ดีดโบราณ เห็นฉลากยาเก่าๆ แล้วทึ่ง อยากเป็นเจ้าของกันนั่น แหละ

6. งานศิลปะ

หลายคนคงไม่รู้ว่าในทศวรรษที่ผ่านมานี้ ดัชนี Mei Moses (ดัชนีสำคัญที่โลกใช้สำหรับงานศิลปะ) ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนี S&P500 ถึง 6 เท่า

กูรูด้านพันธบัตรอย่าง Jeff Gundlach ยังถึงกับบอกว่า งานศิลปะก็คือทองคำในเวอร์ชั่นที่พกพาไปไหนๆ ได้ (เพราะในราคาที่เท่าๆ กัน ทองคำจะหนักกว่า) โดยสามารถดำรงอำนาจซื้อได้เท่าๆ กับทองคำ

หากจะดูว่ากำลังซื้อในงานศิลปะและการลงทุนในงานศิลปะโดยเฉพาะภาพเขียนนั้นดีขนาดไหน วิธีดูที่ดีก็คือให้ไปดูราคางานศิลปะที่บริษัทประมูลปล่อยไปได้ กับดูยอดขาย ผลกำไร และราคาต่อหุ้นของบริษัทประมูล

ไปดูตัวอย่างที่ Sotheby อันเป็นบริษัทประมูลข้ามชาติเก่าแก่เป็นอันดับ 4 ของโลกซึ่งก่อตั้งในปี 1744 มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐ มีอีก 90 สำนักงานในอีก 40 ประเทศ ก็ได้

บริษัทนี้ทำธุรกิจประมูลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกของศิลปะการตกแต่ง เครื่องประดับ และของสะสม ซึ่งในปี 2011 มียอดขายทั่วโลก รวมถึง 5,800 ล้านดอลลาร์

ตั้งแต่ปี 2009 หุ้นของ Sotheby ได้ขึ้นจากจุดต่ำสุดในช่วงนั้นที่ 6.47 มาเป็น 30.58 ดอลลาร์ต่อหุ้น

แบบนี้จะเรียกว่าเป็นตลาดกระทิงของงานศิลปะก็ไม่ผิดหรอก

ก็ขนาดภาพเขียน Pop Art ของ Andy Warhol ยังมีคนประมูลไปได้ในราคาตั้งพันล้านบาท จนเดี๋ยวนี้ผลงานภาพเขียนของเขาหากคำนวณเป็น Market Cap. ก็น่าจะแซงเบอร์หนึ่งอย่าง ปิคาสโซ ไปแล้ว



7. เพชร

Alan Landau ผู้เป็น CEO ของ Novel Asset Management ให้สัมภาษณ์ใน Bloomberg TV ว่า

“เพชรเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยมและปลอดภัย แม้จะมีสภาพคล่องน้อยกว่าทองคำอยู่มาก แต่ราคาก็ไม่ผันผวนเท่าราคาทองคำ ทั้งยังกำลังเป็นที่สนใจในการลงทุนเพื่อหลบภัยจากค่าเงินดอลลาร์อีกด้วย”

ความจริงนอกจากเพชรแล้ว พวกอัญมณีประเภทต่างๆ ก็ได้รับความนิยมในการสะสมเพิ่มขึ้น

มีคนบอกว่า นอกจากคุณค่าในเชิงการลงทุนที่ดีแล้ว เพชรและอัญมณี มีมนตรามหาเสน่ห์ให้คนหลงไหลในความงดงามอย่างถอนตัวได้ลำบาก

จริงเท็จอย่างไร ลองจุดธูปถามคุณป้า Elizabeth Taylor ดูก็ได้ ก็ Jewelry Collection ของเธอที่เปิดประมูลไปเมื่อเร็วๆ นี้ทำให้คนที่ได้ดูแม้เพียงรูปยังอ้าปากค้าง แม่จ้าว อะไรมันจะอลังการงานสร้างและมีเป็นจำนวนมากได้ถึงขนาดนั้น

ลองไปดูงานประมูลเพชรที่ทำสถิติราคาสูงสุดกันบ้าง

Christie’s รายงานว่า เพชรสีชมพูขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยออกประมูล ชื่อ The Martian Pink เพ็ชรเม็ดนี้หนัก 12.04 กะรัต และมีคนประมูลไปเมื่อเดือน พ.ค.2012 ไปแล้ว ในราคา 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 527 ล้านบาท คร่าวๆ ก็กะรัตละ 45 ล้านบาท

คนทั่วไปทำงานมาทั้งชีวิตยังมีเงินเก็บไม่ได้ครึ่งของ 1 กะรัตเลย

การที่เพชรเม็ดนี้ขายได้ราคาสูงกว่าที่ประเมินราคาเป็นเท่าตัว แสดงว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จะทำร้ายผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร เศรษฐีตัวจริงย่อมเป็นข้อยกเว้น

เมื่อ 1 ธ.ค. 2009 แหวนเพชรสีชมพูขนาด 5 กะรัต ถูกขายไปงานประมูลของ Christie’s Hong Kong ในราคา 10,776,660 ดอลลาร์สหรัฐ (334 ล้านบาท)

โอย ... กะรัตละแค่ 66 ล้านบาทเท่านั้นเอง

เป็นสถิติราคาเพชรต่อกะรัตที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการประมูล โดย Vickie Sek ผู้อำนวยการ Christie’s Asia บอกว่า แหวนวงนี้เป็นดวงดาวที่ส่งประกายระยิบระยับที่สุดในงาน และ 8 ใน 10 คนที่ประมูลเพชรพลอยไปได้เป็นนักสะสมชาวเอเชีย

หากเดินทางไปต่างประเทศแล้วหมั่นซอกแซก ถามไถ่ สังเกตุสังกาผู้คนกับสิ่งแวดล้อม เราก็จะได้ข้อมูลดีๆ มากมาย และสะท้อนอะไรๆ ที่เป็นของจริงได้มากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาอีกด้วย

อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ที่ไป South Africa คนพื้นเมืองเล่าว่าแต่ก่อนนักท่องเที่ยวจะเป็นชาติตะวันตกมากที่สุด เดี๋ยวนี้ลดลงไปมาก แต่ได้คนจีน คนอินโดเนเซีย เกาหลี และตะวันออกกลาง มาทดแทน

ส่วนร้านขายเพชรเล่าว่า เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกซื้อเพชรพลอยมากกว่าคนตะวันตกแล้ว

ตอกย้ำประโยคที่ว่า ....

“คนเราจะรวยจะจนนั้น ไม่มีคงทนถาวร แต่เพชรพลอย ทองคำ ซึ่งเป็นความมั่งคั่ง แม้จะเปลี่ยนมือไปได้เรื่อยๆ ก็จะไหลไปอยู่ในมือของคนรวยๆ เสมอ”

8. สุรา

มันน่าสนใจมาก เพราะเราอาจไม่ค่อยรู้กันว่า คนอเมริกันในยุคก่อนใช้วิสกี้แทนเงินในการแลกเปลี่ยนสินค้า เหมือนพวก Aztecs ใช้เมล็ดโกโก้ไปแลกสินค้าอื่นๆ แบบ Barter Trade

นอกจากนี้ นิตยสาร SWAGได้รวมไวน์เข้าไว้กับพวกแร่เงิน งานศิลปะ และทองคำ ในฐานะที่เป็นโอกาสในการลงทุนที่ช่วยต้านเงินเฟ้อได้ด้วย

และ Peter Luzer ผู้บริหากองทุนไวน์ (Wine Investment Fund) คาดว่า กองทุนของเขาจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ 12.5% ถึง 14.0% ทีเดียว

ดังนั้น การเลิกดื่มแล้วหันมาสะสมสุรากันก็น่าจะอินเทร็นด์ไม่ใช่น้อยเลย

9. เหรียญที่หาได้ยาก

เหรียญเก่าๆ หายากมักเป็นที่ต้องการของผู้สะสม ผู้มีโอกาสครอบครองไว้จึงเบาใจได้เลยว่าค่าของมันในอนาคตจะเพิ่มมากขึ้นเพราะมันผลิตเพิ่มไม่ได้ ไม่เหมือนทองคำกับแร่เงินที่ยังพอจะขุดหามาได้
อย่างราคาเหรียญทองคำ St. Gaudens รุ่น 20 ดอลลาร์สหรัฐ ยังขึ้นจากช่วงก่อน Recession ใน อเมริกา จากไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์ มาเป็น 2,720 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคมนี้เลย

สำหรับตลาดไทยๆ นั้น เรายังมีอะไรน่าสะสมเพื่อรักษาอำนาจซื้อ และผลตอบแทนที่ดี ได้มากกว่านี้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่อง พระพุทธรูป เหรียญเก่า ผ้าทอเก่าๆ ถ้วยชามรามไหเก่าๆ ตั้งแต่ครั้งราชวงศ์โบราณ

ก็แหม ขนาดชามตราไก่ กับถาดสังกะสีลายดอกไม้ที่ใช้กันในวัด ยังป๊อบปูลาร์ในวันนี้

แต่ข้อยกเว้นในใจคุณผู้ชายมันก็มีเป็นธรรมดา

นั่นก็คือ ของเก่าๆ อย่างคุณนายที่บ้าน ไม่เคยมีราคาขึ้น มีแต่จะตกลงไปด้วยอัตราเร่งสูงสุด เหลือเชื่อจริงๆ

แถมไม่มีตลาดรอง ไม่มีสภาพคล่อง ลงทุนแล้วต้องลงทุนเลย ไม่ให้ Cut Loss ไม่ให้ Take Profit

จนบางคนถึงกับบ่นว่า .....

“ฮ้วย อย่างนี้มันก็เลยมีแต่ Take Loss กับ Cut Profit ละสิ”

ฮ่า สมน้ำหน้าค่ะ

เอาละ คิดจะลงทุนอะไร ก็อย่าลืมเรื่องสภาพคล่อง เพราะหลายอย่างไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันใจอย่างที่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้น ต้องวางแผนให้ดีๆ

ถ้าคิดจะเดินตามรอยเศรษฐีกันละก็ อย่าลงทุนสะเปะสะปะ ให้เลือกชิ้นที่ดีที่สุดไว้ก่อน (ถ้ามีเงินพอนะ)

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

 การลงทุนใน Growth stock และจิตวิทยาการลงทุน


ผมได้สรุปเนื้อหาที่ผมได้บรรยายในงานสังสรรค์ VI ไตรมาส 2 ลงในบทความนี้นะครับ ต้องขอบคุณทางสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ให้เกียรติเชิญผมไปเป็นวิทยากรในงานนี้ ขอบคุณผู้ฟังทุกท่านที่ตั้งใจฟัง ไม่มีใครคุยกันเลย…หลายตั้งใจจดมากแม้ว่าผมบอกแล้วว่าจะแจกใน Blog หลายคนถึงขึ้นอัด VDO กันเลยทีเดียว

ขอบคุณภรรยาที่ช่วยตัด Slide ให้เพราะว่าผมงานประจำเยอะมากจนแทบไม่มีเวลาทำ แถมยังมาเป็นกำลังใจให้ถึงขอบเวทีด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมได้พยายามเต็มที่แล้วที่จะให้เนื้อหาเกี่ยวกับหุ้นเติบโตครบถ้วน เข้าใจง่ายที่สุดภายในเวลา 2 ชม. เริ่มตั้งแต่ง่ายไปยาก พยายามจะใส่จุดที่นักลงทุนหลายคนยังเข้าใจผิดและทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้น และนำหลักการที่ผมให้ไปใช้จริงได้ครับ

ต่อไปนี้จะเป็นเนื้อหาใน Slide ที่จะไปบรรยายนะครับ และผมจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นเติบโต (Growth investing) แบบในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อนนักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามได้ครับ
การลงทุนใน Growth stock และจิตวิทยาการลงทุน

Outline

- ทำไมต้องลงทุนในหุ้นเติบโต?
- ความเข้าใจเรื่องหุ้นเติบโต
- ความสำคัญของเวลา / ความเข้าใจเรื่องอนาคต / มองอนาคตโดยใช้จินตนาการและเหตุผล
- ภาพลวงตาของ PE / คุณภาพและอนาคตของกำไร
- พฤติกรรมผู้บริโภค
- การมอง Business model ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโดยรวม / Natural selection ในระบบทุนนิยม / Megatrend
- ความสามารถในการแข่งขัน (DCA) – สิ่งที่สำคัญต่อการอยู่รอดและเติบโต
- การเลือกหุ้นจากชีวิตประจำวัน / Systemic approaching
- ช่องทางการเติบโตของกำไร
- ที่มาของการขยายธุรกิจ / เอาเงินมาจากไหนมาขยายการเติบโต?
- การพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจ
- การพัฒนาจิตใจของนักลงทุนหุ้นเติบโต / จิตวิทยาการลงทุน

ทบทวนหลักการของ VI กันก่อน

- ซื้อหุ้นด้วยมุมมองของการซื้อธุรกิจ เพราะหุ้นคือส่วนหนึ่งของเจ้าของบริษัทสัดส่วนการถือหุ้น
- ซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic value)
การลงทุนหุ้นเติบโต
- มองที่การเติบโตของบริษัทเป็นหลัก…แล้วจึงมาดูว่าราคาที่ตลาดให้น่าซื้อ – มีส่วนลดราคาหรือไม่?
- ไม่ใช่การมองที่ราคาถูกกว่ามูลค่าแล้วตัดสินใจซื้อเลย
- บ้านต้องมีเสา – การลงทุนต้องมีหลักการหรือโครงสร้างทางความคิด
- แต่ละคนมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ให้ฟังในสิ่งที่นำไปใช้ประโยชน์กับตนเองได้

การแบ่งหุ้นเป็น 6 ประเภทตามแบบฉบับของ Peter Lynch

- ประเภท 1 – 3 ( หุ้นโตช้า, หุ้นแข็งแกร่ง, หุ้นโตเร็ว ) ใช้การเติบโตเป็นตัวแบ่ง ดังนั้นความสามารถในการเติบโตของธุรกิจหรือการเติบโตของกำไรเป็นที่สิ่งสำคัญมาก
- ชนิดของการจำแนกหุ้นเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา
- หุ้นเติบโตอาจจะกลายเป็นหุ้นปันผล (ธุรกิจอิ่มตัว ไม่เติบโตแล้ว) ..หุ้นเติบโตอาจจะกลายเป็นหุ้นวัฎจักร (กำไรขึ้นลงตามรอบเศรษฐกิจ) ..หุ้นเติบโตอาจจะกลายเป็นหุ้น Asset play ได้ (สินทรัพย์ที่ซื้อมาในช่วงธุรกิจเติบโตมีมูลค่าสูงขึ้นมาก)

- ในขณะเดียวกันหุ้นชนิดอื่นอาจจะกลายเป็นหุ้นเติบโตได้เช่นกันถ้าปัจจัยพื้นฐานเอิ้ออำนวย หุ้น turn around บางตัวพอ turn จบกลายเป็นหุ้นเติบโตต่อเนื่อง หุ้นวัฎจักรบางตัวมีแผนการเติบโตที่ชัดเจนและ Demand สินค้าสูงอย่างต่อเนื่องระยะยาว…เราจะมองหุ้นเหล่านี้ด้วย Model ของหุ้นเติบโต หุ้น Asset play บางตัวมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำธุรกิจใหม่…แล้วปรากฎว่าเข้าได้กับ Model ของหุ้นเติบโต

- ดังนั้น…อย่ายึดติด “ชื่อหุ้น” กับชนิดของหุ้น เพราะชนิดของหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเหตุของมันเปลี่ยน (พื้นฐานเปลี่ยน)
ความเข้าใจเรื่องหุ้นเติบโต
ลักษณะของหุ้นเติบโต

- หุ้นเติบโตเป็นหุ้นที่มองไปยังอนาคต (หุ้นบางชนิดจะมองปัจจุบันเป็นหลัก เช่น หุ้น Asset play, หุ้นปันผล)
- เวลาเป็นตัวแปรสำคัญของมูลค่าหุ้นเติบโต ทั้งด้านปัจจัยเชิงคุณภาพและปัจจัยเชิงปริมาณ
- ขอให้ “ลืม” ราคาหุ้น ลืม PE ratio ลืมตลาดหุ้นไปก่อน …แล้วมองดู Core business ว่าบริษัทมีการเจริญเติบโตหรือไม่? ถ้ามีบริษัทมีการเติบโตของธุรกิจ กระแสเงินสดและกำไร บริษัทนั้นคือบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต หุ้นของบริษัทเติบโตที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์คือ “หุ้นเติบโต” ครับ
- หุ้นเติบโตต้องดูจากโครงสร้างธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต (Growth potential) ไม่ใช่ดูจากค่า PE สูง…แม้ว่าหุ้นเติบโตส่วนใหญ่ค่า PE จะสูงก็ตาม หุ้น PE ต่ำบางตัวเป็นหุ้นเติบโตได้เช่นกัน ค่า PE คือการให้มูลค่าของตลาดหุ้น ไม่ได้บอกว่าหุ้นตัวนี้คือหุ้นเติบโต

ทำไมต้องลงทุนในหุ้นเติบโต?

- เป็นหุ้นที่เหมาะต่อการถือระยะยาว เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าจอหุ้น ไม่มีเวลาตามข่าวระยะสั้นทุกวัน แต่ต้องการผลตอบแทนที่ชนะตลาด (เช่น ผม เป็นต้น)
- เป็นหุ้นที่ไม่ต้องเชียร์เลย…ผมไม่เคยเชียร์หุ้น ชอบถือหุ้นเงียบๆ แต่หุ้นเติบโตราคาจะเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องไปนั่งเชียร์เพราะมีตัว Driver ราคาหุ้นตลอด นั่นคือการพัฒนาของกิจการในเชิงคุณภาพ รายได้และกำไรที่เติบโตขึ้นในเชิงปริมาณ รวมถึงปันผลที่เพิ่มขึ้นจากกำไรที่เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ
- ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุน VI สไตส์ไหนก็ตาม เช่น หุ้นปันผล หุ้น Turn around หุ้นคอมโม … ต้องเข้าใจเรื่องการเติบโตทั้งสิ้น
- นักลงทุนควรมีหุ้นเติบโตติดพอร์ตเอาไว้บ้างจะทำให้ผลตอบแทนดีขึ้น ไม่ว่าเราจะเป็นนักลงทุนสไตล์ไหนก็ตามครับ

ตลาดหุ้นในปัจจุบันควรสนใจหุ้นเติบโตหรือไม่?

- ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงขึ้นส่วนใหญ่ราคาแพงแล้วแสดงว่าเราไม่ควรลงทุนในหุ้นเติบโตจริงหรือ?
- ช่วงนี้หุ้นราคาแพง หาหุ้นดีราคาถูกยาก หลังวิกฤติต้มยำกุ้งและวิกฤติซับไพรม์มีหุ้นดีราคาถูกมากมาย แค่นั่งขุดหุ้นแล้วเชียร์สร้าง story ก็ได้กำไรหลายรอบแล้ว (ไม่แนะนำให้ทำครับ ผมไม่ทำแน่นอน) แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว ดังนั้นมี 2 วิธีคือ
1. รอให้เกิดวิกฤติซึ่งไม่รู้อีกนานแค่ไหนเพื่อที่จะได้ซื้อหุ้นถูกสุดๆ
2. หาธุรกิจที่เติบโตได้สูงกว่าตลาดแล้วซื้อในขณะที่ราคายังต่ำกว่ามูลค่าและถือหุ้นเติบโตไว้ตราบที่บริษัทยังเติบโตอยู่
- นักลงทุนแนว VI หลายคนเข้าใจว่า…ลงทุนแบบ VI คือซื้อหุ้นถูก PE ต่ำ, PBV ต่ำ ซึ่งอาจจะทำให้ไปซื้อหุ้นที่คุณภาพไม่ดีเพราะไม่ได้ประเมินลักษณะการทำธุรกิจ Business model และทำให้ผลตอบแทนไม่ดีในที่สุด
- อย่างน้อยถึงแม้ว่าเราจะหาหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าต่ำกว่าราคาไม่ได้เลย ไม่มี MOS เราก็สามารถศึกษาข้อมูลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้ว่า…”บริษัท” ใดมีการเติบโตระยะยาว เพื่อว่าความ “เตรียมพร้อม” ที่เราศึกษาไว้ก่อนจะทำให้เรา “กล้าซื้อ” หุ้นเมื่อตลาดตกหนักในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยน บริษัทยังมีการเติบโตระยะยาวต่อเนื่อง
- สรุปว่า…ไม่ควรหยุดที่ศึกษาเรื่องธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตไม่ว่าจะอยู่ในภาวะตลาดใดก็ตาม (แต่การซื้อขายเป็นคนละเรื่องครับ ไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่สามารถทำได้ทุกวันครับ)
ความเข้าใจเรื่องอนาคต
- นักลงทุนต้องทำความเข้าใจกับเรื่องอนาคตเพราะการลงทุนในหุ้นเกี่ยวข้องกับอนาคตโดยตรง…เพราะหุ้นจะขึ้นเมื่อผู้คนส่วนใหญ่ “เชื่อ” ว่า หุ้นตัวนี้ผลกำไรจะดีขึ้นในอนาคต (เช่น ไตรมาสหน้า ปีหน้า สิบปีข้างหน้า แล้วแต่ความไกลของสายตาตลาดและความแรงของข่าว หรือการเติบโตของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาว) และนักลงทุนส่วนใหญ่หวังผลที่ได้จากการเพิ่มของราคาหุ้น (Capital gain) เมื่อเวลาผ่านไปในอนาคต

- การลงทุนหุ้นหรือการเก็งกำไรหุ้น เกี่ยวข้องกับมองอนาคตโดยตรง
- เราจึงต้องมาเรียนรู้เรื่องอนาคตครับ

” เรามีความเข้าใจเรื่องอนาคตอย่างไรบ้าง? “

1. อนาคตเป็นภาพเดียวที่เกิดแน่นอน อนาคตเป็นความน่าจะเป็น
2. อนาคตถูกกำหนดมาแล้ว อนาคตเป็นไปตามเหตุและผล
3. ทำนายอนาคตได้ ทำนายอนาคตไม่ได้

- Einstein VS Quantum physics (เช่น ไฮเซนเบริก) พระเจ้าไม่โยนลูกเต๋ากับจักรวาล VS เราไม่สามารถระบุตำแหน่งของอนุภาคและโมเมนตัมได้อย่างแม่นยำพร้อมกัน

ความเห็นของผมในเรื่องอนาคต- เรารู้อนาคตได้จริงเหรอ? ทั้งที่สิ่งที่เรา perceive คือปัจจุบันล้วนๆ (ข้อมูลอดีตในสมองและประสาทสัมผัสในปัจจุบัน) หรือว่า…จริงๆแล้วอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้เลย (Unknowable)

- ลองทายสิ่งที่เกิดขึ้นอีก 1 นาทีข้างหน้าเราแทบไม่รู้เลยด้วยซ้ำ (เช่น ทายผู้ชนะของนักวิ่ง 100 เมตร, การแข่งม้า, ราคาหุ้นระยะสั้น, ไพ่ที่เราจะได้รับในการแข่ง Poker … เป็นต้น)
- ผมเคยลองซื้อหวย – เจ๊งครับ (คนส่วนใหญ่จะเจ๊งตามความน่าจะเป็น…และไม่มีใครทำนายอนาคตได้)
- ดังนั้นเวลาทำนายอนาคตถูกอย่ามั่นใจในตัวเองเกินไปเราอาจจะแค่โชคดี เพราะไม่มีใครรู้แน่นอนว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นครับ

Future prediction

- เราทุกคนอยากรู้อนาคต…มีศาสตร์มากมายที่อ้างว่าทำนายอนาคตได้ (โหราศาสตร์ ลายมือ ไพ่ยิปซี) มีกูรูมากมายที่เชื่อว่าผู้คนเชื่อว่าทำนายอนาคตได้ แต่ความจริงแล้ว…อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้
- เรามักจะชอบฟังความของผู้เชี่ยวชาญ…กูรูทั้งหลายเรื่องอนาคต เพราะเรากลัวและไม่มั่นใจกับอนาคต

- ดังนั้นไม่มีประโยชน์ในการทำนายอนาคต…โดยเฉพาะการทำนายเรื่อง Macroeconomic ครับ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้ครับ
- แต่สำหรับพื้นฐานของกิจการและการเติบโตในอนาคตเราพอคาดการณ์ได้…โดยคิดแบบจำลองสถานการณ์หลายเหตุการณ์และเข้าใจถึงเหตุปัจจัยทั้งภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อธุรกิจครับ

การพยายามคาดการณ์อนาคตนำมาซึ่ง…

- นักลงทุนหลายคนพยายามเก็งกำไรงบการเงินเพื่อหาว่าไตรมาสหน้าบริษัทใดจะมีกำไรเติบโตขึ้น…โดยไม่ได้ประเมินว่ากำไรที่เติบโตขึ้นจะเป็นอย่างไรในระยะยาว ต่อให้เดาถูก…ราคาตลาดอาจจะไม่ขึ้นหรือแม้กระทั่งลดลง (เนื่องจาก Sell on fact) นักลงทุนลักษณะนี้มีอยู่มากมายทำให้ซื้อรับความคาดหวังไปกันหมดแล้ว ยิ่งถ้าเดาผิด…ราคาตลาดจะลดลงอย่างมากเพราะตลาดผิดหวังรุนแรง

- ตัวอย่างการคาดเดาอนาคต ซื้อดักงบการเงิน ซื้อดัก Opportunity day ซื้อดัก Company visit เป็นต้น
- แล้วอย่างนั้นเราจะมีมุมมองอนาคตอย่างไรดี?
ผมคิดว่า…
- อนาคตไม่ได้มีแค่ภาพเดียว…เพราะมนุษย์เรามีสิทธิเลือกที่จะตัดสินใจกระทำในปัจจุบันได้ ขอให้มองอนาคตเป็นหลายเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยความน่าจะเป็นขึ้นกับเหตุปัจจัยที่ส่งผลลัพธ์ในอนาคต มองทั้งด้านดี…ด้านร้าย โอกาสและความเสี่ยง ถ้ามองแต่ด้านดีอย่างเดียวแล้วเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คิดเราจะเสียหลักรับมือไม่ถูกครับ
- ดังนั้นขอให้มองอนาคตตามภาพของความน่าจะเป็น…ด้วยการศึกษาข้อมูล…เหตุและปัจจัยในปัจจุบันที่มีผลต่ออนาคต

เราได้อะไรบ้างจากความเข้าใจเรื่องอนาคต

1. ไม่ปักใจเชื่อผู้เชี่ยญชาญหรือเซียนโดยไม่ไตร่ตรองด้วยตนเองเพราะเข้าใจว่าไม่มีใครรู้อนาคต
2. มองหาเหตุปัจจัยในปัจจุบันที่จะส่งผลต่อการเติบโตของบริษัทในอนาคต…ทั้งปัจจัยภายนอก Demand trend ปัจจัยภายในทั้งปัจจัยเชิงคุณภาพและปัจจัยเชิงปริมาณ
3. การรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น…ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่า มี MOS การรู้จักกระจายความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม
4. เข้าใจการประเมินบริษัทว่าเป็น Dynamic ไม่ใช่ Static ปัจจัยที่ส่งผลต่ออนาคตของบริษัทไท่ได้อยู่นิ่งกับที่ เราต้องประเมินคุณภาพของกิจการเป็นระยะ (เช่น ปีละครั้ง)
5. ไม่ปักใจว่ามูลค่าของบริษัทว่ามีเพียงตัวเลขเดียว (เพราะหุ้นเป็น Dynamic) …ขอให้มองเป็น Range (ช่วงราคา) จะทำให้ดีต่อการตัดสินใจซื้อขายมากกว่าครับ

ความสำคัญของ “เวลา” กับหุ้นเติบโต

- “เวลา” คือ สิ่งที่มีพลังที่สุดในจักรวาลเพราะ…เวลาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่ง ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน แต่ในความไม่แน่นอนคือ…ทุกอย่างต้องเกิดจากเหตุไปสู่ผล ผลเกิดจากเหตุและปัจจัย

- ถ้าเราไม่รู้เหตุและปัจจัยเราจะไม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ …แต่ถ้าเราทราบเหตุปัจจัยที่มีผลในทุกเหตุปัจจัย…เราจะทำนายผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำครับ เช่น การคาดการณ์การเคลื่อนที่ของดวงดาวบนท้องฟ้า เกิดจากแรงดึงดูดระหว่างดาวต่างๆ (แรงโน้มถ่วง gravitation force)
- เมื่อเวลาผ่านไป…กิจการที่มีศักยภาพในการเติบโต (growth potential) จะแสดงพลังออกมา ทั้งที่ตอนแรกเราอาจจะมองไม่เห็น … เหมือนเด็กทารกที่เริ่มจากเซลเดียวแล้วเมื่อเวลาผ่านใน 9 เดือนในครรภ์…กลายเป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหมือนต้นไม้ที่เริ่มจากเมล็ดพันธ์เล็กๆที่เมื่อปลูกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม…จะแสดงศักยภาพเป็นต้นไม้ใหญ่ในอนาคต ซึ่งการเติบโตต้องอาศัยเวลา…จะไปเร่ง”ไม่ได้” เราต้องอดทนรอคอย

หุ้นเติบโตกับค่า PE

- ตลาดหุ้นไม่ให้ค่า PE ของหุ้นทุกตัวเท่ากันเพราะหุ้นแต่ละชนิดคุณภาพไม่เหมือนกัน หุ้นที่มีอนาคต…สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งเป็นระยะเวลานาน อนาคตสดใสย่อมได้รับค่า PE สูง หรือ หุ้นดีราคาแพงนั่นเอง
- ของดีมักจะมีราคาสูง ของที่เกรดต่ำกว่าราคาจะถูก แต่ก็ไม่เสมอไป การใช้ค่า PE แบ่งคุณภาพหุ้นจึงไม่สามารถทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์
- สำหรับหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพ PE ปัจจุบันอาจจะดูสูง…แต่เมื่อใช้ Earning ของอนาคต เช่น 1 ปีข้างหน้า หรือ 5 – 10 ปีข้างหน้าจะพบว่า Forward PE เมื่อใช้ราคาปัจจุบันหารด้วยกำไรของอนาคตจะมีค่าน้อยลงมากทีเดียวครับ

*** หุ้นเติบโตที่ราคาแพงเกินไปไม่เหมาะกับการเข้าซื้อเช่นกัน เช่น iphone แม้ว่าจะเป็นโทรศัพท์ที่ดีแต่การซื้อเครื่องละ 1 ล้านย่อมนับว่าไม่คุ้มค่าครับ ***

ยกตัวอย่าง – ความสัมพันธ์ของเวลาและหุ้นเติบโต
ลองเปรียบเทียบหุ้น 2 ตัว ดูนะครับ
หุ้น A เป็นหุ้นโตช้าเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
หุ้น B เป็นหุ้นเติบโตที่มีศักยภาพเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เติบโตเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์เป็นระยะเวลา 10 ปี
สมมุติว่า…กำไรสุทธิ = 1 บาท ที่จุดเริ่มต้น
หุ้น A จะมีกำไรปีที่ 10 เท่ากับ 1 x (1+0.05)ยกกำลัง 10 = 1.63 บาท
หุ้น B จะมีกำไรปีที่ 10 เท่ากับ 1 x (1+0.20)ยกกำลัง 10 = 6.19 บาท
จะเห็นได้ว่าหุ้น B มีกำไรที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมากเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีครับ มากกว่าหุ้น B ถึง 3.8 เท่า
ถ้าการเติบโตยิ่งต่อเนื่องยาวนานขึ้นเท่าใด…หุ้นเติบโตยิ่งทิ้งห่างหุ้นปันผลมากขึ้นเท่านั้น

สมมุติถ้าหุ้น A ตลาดให้ PE แค่ 7 ราคาหุ้น A ปัจจุบันเท่ากับ 7 บาท ราคาหุ้น A ที่ 10 ปีให้หลังเท่ากับ 11.40 บาท (7 -> 11.40 กำไร 63 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี)

สมมุติหุ้น B เป็นกรณี
กรณีที่ 1 เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี หุ้น B เติบโตยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่อง…สมมุติตลาดให้ค่า PE หุ้น B เท่ากับ 20 (เท่ากับการเจริญเติบโตเฉลี่ย) ราคาหุ้น B ปัจจุบันเท่ากับ 20 บาท ราคาหุ้นที่ 10 ปีให้หลังเท่ากับ 123 บาท (20 -> 123 กำไร 515 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี)

กรณีที่ 2 เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปีหุ้น B หมดศักยภาพในการเติบโตแล้วกลายเป็นหุ้นโตช้า…สมมุติตลาดให้ค่า PE หุ้น B เท่ากับ 20 (เท่ากับการเจริญเติบโตเฉลี่ย) ราคาหุ้น B ปัจจุบันเท่ากับ 20 บาท ราคาหุ้นที่ 10 ปีให้หลัง ตลาดลดค่า PE ลงเนื่องจากลายเป็นหุ้นโตช้าเท่ากับ PE 7 (เท่าหุ้น A) ราคาหุ้น B ในอีก 10 ปีให้หลังเท่ากับ 7 x 6.19 = 43.33 บาท (20 -> 43.33 กำไร 116 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี) แม้ว่าตลาดได้ลดค่า PE ลงแล้วยังได้กำไรมากกว่าการซื้อหุ้นโตช้าอยู่ดีครับ

กรณีที่ 3 เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี หุ้น B หมดศักยภาพในการเติบโตแล้วกลายเป็นหุ้นโตช้า…แต่ตลาดคาดหวังสูงให้ค่า PE หุ้น B เท่ากับ 30 (มากกว่าการเจริญเติบโตเฉลี่ย) ราคาหุ้น B ปัจจุบันเท่ากับ 30 บาท ราคาหุ้นที่ 10 ปีให้หลังเท่ากับ 43.33 บาท (30 -> 43.30 กำไร 44 เปอร์เซ็นต์ใน 10 ปี) แสดงว่าการซื้อหุ้นเติบโตที่ราคาแพงเกินไปจะทำให้ได้กำไรน้อยลงได้
(ตัวอย่างใช้การสมมุติตัวเลขเพียง 3 ชุดเพื่อแสดงให้เห็น “พลังของเวลา”…แต่การจำลองสถาณการณ์ของจริงทำได้มากกว่านี้ได้หลายรูปแบบครับ เช่น การเติบโตของกำไรที่มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี, การที่ตลาดให้ค่า PE หุ้นเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในการเติบโต, การให้ค่า PE ของหุ้นโตช้าสูงกว่านี้ เช่น ให้ PE = 10 เป็นต้น)

ดังนั้นจากตัวอย่างนี้…เราจะเห็นได้ว่า

1. การซื้อหุ้นเติบโตระยะยาวยิ่งถือนานกำไรยิ่งเพิ่มพูน เพราะ “เวลา” เป็นเพื่อนของกิจการที่ยอดเยี่ยม…ยิ่งถือหุ้นนานยิ่งเสี่ยงน้อยลงเพราะหุ้นเติบโตมีขนาดของ Upside ที่สูงพอที่จะกลบความผันผวนระยะสั้นได้อย่างสบายๆ
หุ้นประเภทอื่นยิ่งถือนานยิ่งเสี่ยง…เช่น
- หุ้น Turnaround ถ้า turn จบแล้วปัจจัยพื้นฐานไม่เติบโตต่อเนื่อง…อาจจะกลับไปฟุบซ้ำด้วยเหตุว่าพื้นฐานบริษัทไม่ดีมาตั้งแต่ต้น
- หุ้น Cycle กำไรขึ้นลงตามรอบเศรษฐกิจ…ถ้าถือยาวตอนขาลงจะขาดทุนมาก ถ้าถือขาขึ้นแล้วถือยาวไม่ยอมขาย อาจจบขาขึ้นโดยไม่ได้ขายทำให้ไม่ได้กำไรหรือถือจนขาดทุนได้ในที่สุด

2. การซื้อหุ้นเติบโตต้องประเมินราคาเทียบกับการเติบโตด้วย…ถ้าซื้อหุ้นเติบโตที่ราคาแพงมากๆ โดยที่หุ้นไม่ได้มีศักยภาพในการเติบโตขนาดนั้น อาจจะขาดทุนในระยะสั้น…แม้ในระยะยาวอาจจะได้กำไรน้อยหรือกระทั่งขาดทุนได้ครับ ควรซื้อหุ้นเติบโตเมื่อราคาถูกกว่าการเติบโต ถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริง ต้องมี Margin of safety ครับ
(ผมจะพูดถึงเรื่อง PE อีกครั้งว่าทำไมหุ้นแต่ละตัว PE สูงต่ำไม่เท่ากันเอาอะไรมาวัดครับ)

การเติบโตระยะยาว VS การเติบโตระยะสั้น

- นักลงทุนบางคนบอกว่า…ยิ่งถือหุ้นยาวยิ่งเสี่ยงเพราะมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากมายที่คาดเดาไม่ได้ การถือหุ้นยาวยิ่งทำให้เสี่ยงมากขึ้น สิ่งคำกล่าวนี้จริงหรือไม่?
- บางคนบอกว่าเราคาดการณ์สิ่งที่กำลังจะเกิดได้แม่นยำกว่า…สิ่งที่จะเกิดในอีกหลายปีข้างหน้า
- ผมคิดว่าการมองแบบนี้เป็นจริงบางส่วน ไม่จริงบางส่วน และเป็นการด่วนสรุปเกินไป การคาดการณ์อนาคตมีภาพกรอบของเวลาที่เหมาะสมกับสิ่งต่างๆที่ไม่เหมือนกัน
- การมองภาพ…ต้องมีระยะที่เหมาะสมกับการมอง การมองเชื้อโรคต้องใช้กล้องที่มีกำลังขยายสูง การมองไกลต้องใช้กล้องส่องทางไกล การมองภาพปกติในการขยายระดับละเอียดจะไม่เห็นภาพรวม เปรียบเหมือนมอง TV แบบขยายจะเห็นแต่จุดเล็กๆ ไม่เห็นไม่เข้าใจเนื้อหาใดๆที่แสดงใน TV เลย การคาดการณ์ลมฟ้าอากาศถ้ามองในระดับรายวันอาจจะคาดยาก…แต่ถ้ามองเป็นฤดูจะพอคาดเดาได้ว่าช่วงไหนน่าจะเป็นฤดูใด
- ดังนั้นการมองธุรกิจในรายวัน…หรือแม้แต่รายไตรมาส เราจะมองไม่เห็นการเติบโตของธุรกิจในภาพรวม การคาดการณ์การเติบโตจะมีกรอบเวลาที่มองเห็นภาพชัดของแต่ละธุรกิจ เห็นภาพชัดที่กรอบเวลาใดให้ลงทุนที่กรอบเวลานั้น
- ใครจะเก่งคาดการณ์ในกรอบระยะเวลาใด…ให้ลงทุนในกรอบระยะเวลาที่เราคาดการณ์ได้ ในกรอบเวลาที่เรามองเห็นความน่าจะเป็นของอนาคต
แต่ถ้าเป็นการคาดการณ์ในเรื่องการเติบโตของธุรกิจ…ผมคิดว่าต้องเป็นระดับหน่วย “ปี” ขึ้นไป
และที่สำคัญกว่านั้น…ถ้าบริษัทนั้นมีศักยภาพในการเติบโต เวลาจะเป็นเพื่อนของเราครับ

ดังนั้น…งานของนักลงทุนหุ้นเติบโตคือการค้นหาบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวครับ

การคาดการณ์การเติบโตในอนาคตของบริษัทจากการเติบโตในอดีต…???

- ไม่แน่เสมอไป…เพราะเราต้องเข้าใจเหตุปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของบริษัท แล้วประเมินว่าเหตุปัจจัยเหล่านั้นยังคงอยู่หรือไม่?
- บางคนรองบการเงินออก มานั่ง check กำไร ROA ROE นั่งแกะงบ ผมคิดว่าช้าเกินไป… เพราะส่วนใหญ่กว่างบการเงินจะออกราคาจะตอบรับแนวโน้มการเติบโตไปเรียบร้อยแล้วจากการประเมินปัจจัยเชิงคุณภาพ
ในมุมมองของผมจะวิเคราะห์ Business model แล้วลองตั้งสมมุติฐานเรื่องความก้าวหน้าของกิจการที่มีผลต่อกำไร และตรวจสอบตัวเลขในงบการเงินที่สำคัญเป็นระยะ
มองอนาคตโดยใช้จินตนาการและเหตุผล

การพัฒนาการคาดการณ์อนาคต

- ภาพยนต์ต่างประเทศ การอ่านหนังสือ การไปเที่ยวต่างประเทศ การมองวิถีชีวิตของผู้คน
- ลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจ เราทุกคนมีความเข้าใจอุตสาหกรรมบางอย่างมากกว่าคนอื่น ตามความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมา … ถ้าสนใจธุรกิจที่ยังไม่เข้าใจ…ให้เข้าไปศึกษาคลุกคลีจนเข้าใจธุรกิจ เพื่อเพิ่ม Circle of competence ในการลงทุนครับ
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรหมกมุ่นกับอนาคตจนละเลยปัจจุบัน…เพียงแค่ให้รู้ว่าบริษัทที่เราลงทุนกับกำลังจะเดินไปในแนวทางไหน คอยเฝ้าดูว่า…ตอนนี้ถึงจุดไหนของเส้นทางของการเติบโต

การมองอนาคตในการเติบโตของหุ้นเติบโต

1. การเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ พฤติกรรมผู้บริโภค (เข้าใจการเติบโตของ Demand – Demand trend)
2. การเข้าใจการบริษัทที่เราลงทุน (เข้าใจการเติบโตของ Supply ที่มีต่อ Demand …รวมถึงเข้าใจการสร้าง Demand)
กรณีศึกษาเรื่องพฤติกรรมมนุษย์ การใช้กล้องถ่ายรูปแบบฟิลม์ เพจเจอร์ อินเตอร์เนต โทรศัพท์มือถือ ชาเขียว การเดินห้าง
เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค (เราทุกคน)
- พฤติกรรมผู้บริโภคมีความสำคัญอย่างไร?
ยกตัวอย่าง…ความเชื่อมโยง
ความต้องการของมนุษย์บางคน -> Demand ของ End product -> Demand ของสายการผลิตที่เกี่ยวข้องกับ End product นั้น -> ความต้องการของมนุษย์ในสังคม (Critical mass) -> Demand trend -> Megatrend
- ความต้องการของมนุษย์คือตัวกำหนดราคาของสิ่งต่างๆ
- ความต้องการ = Demand
- ธุรกิจคือการพยายามตอบสนอง Demand ของมนุษย์โดยแลกกับเงินตรา
แล้วมนุษย์ต้องการอะไร?
- ความต้องการทางร่างกาย ปัจจัย 4 (อาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม บ้าน คอนโด ยา โรงพยาบาล)
- ความต้องการเป็นที่ยอมรับ (ธุรกิจความงาม, เครื่องประดับ, สินค้า brand name, การสร้าง brand, Smart phone)
- ความต้องการค้นหาตนเอง (การสัมมนาพัฒนาตนเอง, หนังสือ)
- ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Social network, Communication)
- ความง่าย มนุษย์มีแนวโน้มเข้าหาความง่าย ไม่ชอบความยุ่งยาก
- ความเป็นหมู่คณะ มนุษย์ชอบทำตามกัน
- ราคาถูก (มูลค่าในใจเทียบราคาที่ขาย)
- ความสะดวกรวดเร็วทันใจ (การเสริมแรงทันทีเป็นกลไกของธรรมชาติ)
- หลีกหนีความทุกข์
- เข้าหาความสุข
เราสามารถเอาความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในการมอง Demand trend, การทำการตลาด, การประเมินความสามารถในการแข่งขันของสินค้าและบริการที่จะเอาชนะใจผู้บริโภคทั้งระดับ End product และกระบวนการผลิต
- เริ่มจากความเข้าใจตนเอง…สำรวจตนเอง สุดท้ายจะนำไปสู่ความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์โดยทั่วไปที่สุด
- เริ่มจากการศึกษาพฤติกรรมของคนใกล้ตัว คนในสังคม รวมถึงคนในต่างประเทศที่พัฒนาแล้ว

การสร้าง Demand

- ธุรกิจจำเป็นต้องตอบสนอง Demand ของมนุษย์เสมอไปหรือไม่?
- มนุษย์หลายคนไม่รู้ว่าชีวิตต้องการอะไร…ส่วนใหญ่ต้องให้คนอื่นมาบอกให้…ว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนี้ดี
- ประเมินว่าธุรกิจที่เราสนใจมีการสร้าง Demand หรือไม่? เช่น การโฆษณา การตลาดที่มีประสิทธิภาพ สินค้าที่โดนใจผู้บริโภค
Megatrend
(มาจาก Demand trend ที่เป็นภาพใหญ่และใช้ระยะเวลานาน)

ขอบคุณข้อมูลจากเว็ป : http://fundmanagertalk.com/growth-stock-psychology/

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555


ในตลาด Forex นั้น เราสามารถเก็งกำไรได้ 2 ทาง คือ
1.การเล่นแบบ Long คือ ซื้อเมื่อราคาต่ำ แล้วขายกลับไปในราคาสูง ใช้ในขาขึ้น
2.การเล่นแบบ Short คือ ขายเมื่อราคาสูง แล้วซื้อกลับไปในราคาต่ำ ใช้ในขาลง

ส่วนการเปิดปิดออเดอร์ มี 2 แบบ คือ Instant Order กับ Pending Order


การเปิดออเดอร์แบบ Instant
สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้
- ดับเบิ้ลคลิกที่ market watch
- คลิกที่เครื่องมือ New Order ทางด้านบน
- คลิกขวา Trading -> New Order
- กดคีย์ลัด F9

21

- ใส่จำนวน lot ตามต้องการ
- ใส่ราคาในช่อง Stop loss ( SL ) หากต้องการให้ Order ถูกปิดอัตโนมัติ เมื่อราคาถอยไปถึงที่ตั้งไว้(ใส่ 0 หากไม่ต้องการ )
- ใส่ราคาในช่อง Take profit ( TP ) หากต้องการให้ Order ถูกปิดทำกำไร เมื่อถึงราคาที่กำหนด
ตัวอย่าง Buy ที่ 1.6035 ต้องการปิดออเดอร์เมื่อกำไร 30 pip หรือ ขาดทุน 30 pip ก็ตั้ง SL 1.6005 TP 1.6065
- ใส่ Maximum Deviation หากต้องการใช้ราคาคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินกี่ Pip หากราคาที่ได้ คาดเคลื่อนเกินที่กำหนด โปรแกรมจะไม่เปิดออเดอร์ให้
- พร้อมแล้วคลิกที่ Sell หากต้องการเล่นแบบ Short หรือ Buy หากต้องการเล่นแบบ Long

22
- หากบัญชีที่ใช้เป็นแบบ ECN จะไม่มีให้ตั้ง SL TP และ Max. Deviation เนื่องจากออเดอร์ถูกส่งเข้าตลาดโดยตรง ไม่สามารถควบคุมราคาได้ แต่เมื่อเปิดออเดอร์แล้วสามารถคลิกขวา Modify เพื่อตั้ง SL TP ได้ครับ


23
เมื่อเปิดออเดอร์ได้แล้ว จะปรากฎในหน้าต่าง Terminal มีรายละเอียดดังนี้

- Balance คือ ยอดเงินที่มี ก่อนเปิดออเดอร์ทั้งหมด
- Equity คือ ยอดเงินที่มี หากปิดออเดอร์ทั้งหมด
- Margin คือ จำนวนเงินที่ใช้ไป ในการเปิดออเดอร์
- Free Magin คือ มาจิ้นที่เหลืออยู่ หากหมดหรือติดลบ จะไม่สามารถเปิดออเดอร์เพิ่มได้
- Margin Level % คือ เปอเซนต์ของมาจิ้นที่เหลือเทียบกับที่ใช้ไป หากลดต่ำลงถึงระดับ Stop Out Level ที่โบรกเกอร์กำหนด ( โดยมากกำหนดไว้ราวๆ 30% - 150% ) จะโดนบังคับปิดออเดอร์ทั้งหมด 

การเปิดออเดอร์แบบ Pending การตั้งราคาซื้อขายล่วงหน้า มี 4 แบบ
Buy Limit คือ รอให้ราคาต่ำลง แล้วเข้าซื้อในราคาต่ำๆ หวังว่ามันราคาจะขึ้นกลับไปได้
Buy Stop คือ รอให้ราคาพุ่งขึ้น แล้วเข้าซื้อ หวังว่ามันจะขึ้นไปสูงๆ
ฝั่ง sell ก็กลับกันครับ

แต่เวลาใช้จริงเราไม่ต้องจำว่าจะใช้ limit หรือ stop เพราะมีวิธีง่ายกว่านั้น โดยการคลิกขวาบนพื้นที่กราฟในระดับราคาที่ต้องการ แล้วเลือกคำสั่ง Trading ดังรูป

24

การ นับ Pip
ใน forex เราจะไม่นับเป็น "จุด" เหมือนหุ้นนะครับ เพราะมันวิ่งวันนึงไม่ถึง 1 จุด
pip จะนับในทศนิยมหลักที่ 4 กรณีคู่เงินมีทศนิยม 4 หรือ 5 หลัก และนับในทศนิยมหลักที่ 2 กรณีคู่เงินมี 2 หรือ 3 หลัก

เช่น เปิดออเดอร์ buy GBP/USD ที่ราคา 1.6036 ราคาวิ่งไป 1.6048 เท่ากับว่าเราได้กำไร +12 pip
หากโบรกเกอร์ไหนคู่เงินมี 5 หลัก หลักที่ 5 จะเป็นทศนิยม 
เช่น เปิดออเดอร์ buy GBP/USD ที่ราคา 1.60365 ราคาวิ่งไป 1.60484 เท่ากับว่าเราได้กำไร +11.9 pip
แต่ใน MT4 มันจะนับ 5 หลัก เท่ากับ +119 

การปิดออเดอร์
ทำเหมือนกับตอนเปิดออเดอร์ โดยคลิกขวาออเดอร์ที่ต้องการปิด แล้วเลือก close จะขึ้นหน้าต่างเหมือนตอนเปิดออเดอร์ แล้วใส่จำนวนลอตที่ต้องปิด แล้วกด Close


การตั้ง Trialing Stop
เป็นการเลื่อน SL เพื่อรักษากำไรครับ สมมุติว่าเราเปิด Buy แล้วราคามันขึ้น เรา +30 แต่ไม่รู้ว่ามันจะขึ้นไปสุดที่ไหน เราก็ตั้ง TS ไว้ ให้มันเลื่อน SL ตามมา เช่นตั้งไว้ 20 มันก็จะเลื่อนตามมาโดยรักษาระยะหว่างล่าสุดไว้ 20 pip เรา+30 มันจะเลื่อนมาที่ +10 เรา+50 มันก็จะเลื่อนมา +30 อัตโนมัติไปเรื่อยๆ จนกว่าราคาจะถอยกลับไปชน TS มันก็จะปิดทำกำไรให้เราอัตโนมัติ

วิธีตั้ง คือ คลิกขวาออเดอร์ที่ต้องการ เลือก Trialing Stop แล้ว ใส่ Point(pip) ตามต้องการ

การคำนวณมาจิ้น
การซื้อขายใน Forex Online จะคิดเป็น Lot ซึ่ง 1 ลอต เท่ากับ 100 000 USD ต่ำสุดที่เทรดได้คือ 0.01ลอต หรือ 1000 usd

แน่นอนเราไม่มีเงินขนาดนั้นมาเทรด โบรกเกอร์จึงให้เงินเรายืม ซึ่งเรียกว่า Leverage ซึ่งเยอะสุดคือ exness ให้ 1:1000

Leverage ยิ่งมาก ยิ่งดี ทำให้เราเปิดลอตสูงๆได้ โดยไม่ต้องมีเงินมาก คำนวณดังนี้ครับ
magin = lot x 100000 x leverage x ราคาเงินตัวหน้าเทียบกับUSD เช่น buy GBP/USD หรือ GBP/JPY หรือ GBP/CHF จะใช้ ราคาตัวหน้าเทียบ usd คือใช้ราคาของ GBP/USD นั่นเอง สมมุติขณะนั้น GBP/USD อยู่ที่ 1.6035 เทรดที่ 0.1 lot Leverage 1:500
เข้าสูตรได้ magin = 0.1 x 100000 x1/500 1.6035 = 32.07 USD
จะต้องใช้มาจิ้นเปิดออเดอร์ $32.07 ถ้าเรามีทุน $100 ก็จะเหลือให้ติดลบได้ 60 กว่าจุด 

คำนวณ Profit
profit คิดคร่าวๆก็ pip ละ $10 ที่ 1ลอต หรือ $1 ที่ 0.1ลอต หรือ $0.1 ที่ 0.01ลอต ง่ายๆก็เอา Lot x 10 ครับ แต่ถ้าจะคำนวณให้เป๊ะๆ ก็ต้องใช้สูตรตามนี้
Profit = ราคาตัวหลังเทียบกับ USD x lot x 10 เช่น เทรด GBP/USD ใช้ราคา USD/USD ก็เท่ากับ 1
Profit = 1 x 0.1 x 10 เท่ากับ $1 ต่อ pip
ถ้าเทรด GBP/JPY ใช้ราคา JPY/USD ตอนนี้อยู่ที่ 81.70/100 เท่ากับ 1.22
profit = 1.22 x 0.1 x 10 เท่ากับ $1.22 ต่อ pip
ถ้าเทรด EUR/GBP ใช้ราคา GBP/USD ตอนนี้อยู่ที่ 1.6030 
profit = 1.6030 x 0.1 x 10 เท่ากับ $1.6 ต่อ pip

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเงินของเราเป็น usd พอจะซื้อต้องเอาเงินไปแลกกับค่าเงินตัวหน้ามาถือไว้ พอค่าเงินสูงขึ้นจะเอากำไร ก็เอาไปแลกกับเงินตัวหลัง แล้วแลกกลับมาเป็น usd เข้าพอร์ตเราครับ

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทัศนะคติการลงทุน

คนทั่วๆไปนั้นมักจะคาดหวังถึงผลลัพธ์ของการซื้อ-ขายครั้งต่อไป จากผลลัพธ์ในครั้งที่ผ่านๆมานั่นเอง นั่นหมายความว่า ถ้าคราวที่แล้ว หรือ สองสามครั้งที่แล้วพวกเขาขาดทุนล่ะก็ พวกเขาก็มักจะมองเห็นแต่ความเสี่ยง

ในการลงทุนซื้อ-ขายครั้งต่อไปครับ แต่หากว่าครั้งที่ผ่านๆมา พวกเขามีกำไรล่ะก็ พวกเขาก็มักจะตกอยู่ในความรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับกำไรของพวกเขา และแทบจะไม่ได้มองเห็นถึงความเสี่ยงของพวกเขาเลย ซึ่งนั่นจะทำให้เขาอาจเริ่มขุดหลุมฝังตัวเองขึ้นมา จากการที่พวกเขานั้นจะเริ่มเสี่ยงมากไป หรือซื้อ-ขายมากเกินไป(Over trade) เพราะพวกเขาเริ่มเชื่อว่า การลงทุนซื้อ-ขายครั้งต่อไปของพวกเขาจะไม่ขาดทุนนั่นเองครับ ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงต้องมีระบบการลงทุน(Trading System)เข้ามาช่วยที่จะช่วยในการระบุอย่างชัดเจนว่า สิ่งไหนที่ได้ผลหรือไม่ได้ผลครับ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ พวกเขายังต้องมีทัศนคติที่เหมาะสม เพื่อที่จะนำระบบการลงทุนต่างๆ มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดด้วยครับ ซึ่งถ้าหากพวกเขาไม่มีทัศนคติที่เหมาะสมแล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะทำสิ่งต่างๆอย่างสะเปะสะปะ หรือมั่วไปหมด และนี่คือสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ในการที่จะได้มาซึ่งกำไรอย่างสม่ำเสมอ

แต่ผมอยากจะบอกคุณว่าผมกล้าพนันกับคุณเลย ว่าถ้าคุณลองไปถามนักเก็งกำไรส่วนใหญ่ ว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการคืออะไร พวกเขาจะตอบคุณว่าพวกเขาต้องการได้กำไรอย่างสม่ำเสมอ เพราะพวกเขามักมองเห็นโอกาสในการทำกำไรอยู่ในทุกนาทีๆ หรือในทุกๆวันอยู่แล้ว และสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆก็คือ การเติบโตของเงินทุนอย่างสม่ำเสมอ นั่นเองครับ

แต่เนื่องจากว่าพวกเขานั้น มักลงทุนซื้อ-ขายตามอำเภอใจอย่างไร้แผนการ และลืมคิดไปว่าหากพวกเขาไม่ทุ่มเท และใส่ใจในการพิจารณาว่าสิ่งไหนใช้ได้ หรือไม่ได้แล้วล่ะก็ มันก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย สิ่งที่เขาจะได้รับกลับมาก็คือ เงินทุนที่มักจะเพิ่มๆลดๆ เหมือนกับฟันปลาขึ้นมาแทนครับ

สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ได้ให้ความสนใจ เมื่อพวกเขาเริ่มต้นเข้ามาเก็งกำไรหรือลงทุนนั่นก็คือ พวกเขาไม่ได้คิดว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตใจ มากแค่ไหนนั่นเองครับ จริงๆแล้วตลาดนั้นไม่สามารถที่จะบังคับหรือไม่มีผลต่อคุณ ในการกำหนดมุมมองการรับรู้ หรือแปลความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดของตัวคุณเองเลย แต่มันเกิดขึ้นมาจากกลไกทางจิตวิทยาในตัวคุณ ซึ่งจะคอยควบคุมการรับรู้ และแปลผลของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในตัวของคุณเองครับและในฐานะที่คุณเป็นนักเก็งกำไร หรือนักลงทุนก็ตาม ถ้าหากว่าคุณต้องการที่จะทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอแล้วล่ะก็ สิ่งที่คุณจะต้องทำเพื่อให้เกิดกำไรที่สม่ำเสมอขึ้นมาก็คือ การควบคุมกระบวนการในการรับรู้ และแปลความหมายของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ในทางที่คุณจะสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างเหมาะสม และไร้ความวิตกกังวลนั่นเองครับ

 ผมหมายถึงการไร้ความวิตกกังวล ในความหมายที่ว่า คุณนั้นรู้สึกสงบผ่อนคลายครับ เพราะถ้าหากจิตใจของคุณไม่สงบ หรือผ่อนคลายล่ะก็ คุณจะไม่สามารถมีสมาธิกับสิ่งต่างๆได้เต็มที่ครับ ไม่เช่นนั้นคุณจะก็จะเริ่มเสียสมาธิ และทำสิ่งที่ผิดพลาดต่างๆครับสิ่งที่เป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ “ความกลัว” นั่นเองครับ เนื่องจากจิตใจของเรานั้นถูกออกแบบมาให้หลักเลี่ยงจากความเจ็บปวด จากกลไกทางจิตวิทยาที่อยู่ทั้งใต้จิตสำนึกของเรา และจิตสำนักของเราเอง และนี่คือตัวการใหญ่ตัวหนึ่งที่พวกเรามักจะมองข้ามมันไปครับ

อย่างแรกเลยก็คือ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าความกลัวนั้น นอกจากจะทำให้จิตใจของเราอ่อนแอลงไป แต่มันทำให้มุมมอง หรือวิสัยทัศน์ของเราย่ำแย่ลงไปด้วย ความกลัวนั้นจะทำให้มุมมองของเราแคบลงไป ซึ่งจะมีผลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เข้ามาในทุกๆช่วงขณะเวลานั่นเอง โดยความกลัวนั้น จะทำให้มุมของเราแคบลง และเพิ่งไปสู่สิ่งที่เรากลัวอยู่แต่เพียงอย่างเดียวครับ


จริงๆแล้วความกลัวของเรา คือกลไกทางธรรมชาติที่จะช่วยเตือนให้เรารู้ว่า มีความเป็นไปได้ที่เราจะต้องพบเจอกับความเจ็บปวด และเมื่อเราต้องการหลีกเลี่ยงจากความเจ็บปวดนั้น สิ่งที่เราจะทำคืออะไรล่ะ? มันก็คือการ จดจ่อไปกับการหาหนทางที่จะหลีกเลี่ยงจากความเจ็บปวดนั้นเอง เพื่อที่จะปกป้องตัวของเราครับ



ยิ่งในเรื่องของการเก็งกำไร หรือการลงทุนแล้ว มันยิ่งเป็นเรื่องที่อยู่ภายในจิตใจของเราเองขึ้นอีกครับ เนื่องจากจริงๆแล้วตลาดนั้น ไม่ได้สร้างข้อมูลที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดขึ้นมาด้วยตัวของมันเองเลย สิ่งที่มันสร้างขึ้นมาคือข้อมูลดิบ ซึ่งสามารถทำให้เรารับรู้มัน ในแนวทางที่เจ็บปวดขึ้นมา หรือในแนวทางที่พึงพอใจขึ้นมาควบคู่กันไป อยู่ตลอดเวลาครับ


นั่นก็จะหมายความว่า ทุกครั้งที่ตลาดขยับขึ้นมา มันสามารถสร้างความเจ็บปวดขึ้น หรือสร้างความพึงพอใจขึ้นมาก็ได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าผมอาจเข้าซื้อไป และตลาดเคลื่อนที่สวนทางกับผมลงมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตลาดไม่ได้เคลื่อนที่สวนทางกับผมตลอดเวลา บางช่วงมันก็จะขยับไปในทิศทางที่ผมพอใจ หรือหวังเอาไว้ แต่ภาพรวมที่เกิดขึ้นก็คือ ตลาดนั้นอาจเคลื่อนที่สวนทางกับผม 4 ช่วงราคา ก่อนที่มันจะเด้งขึ้นมา 1 ช่วงราคานั่นเองครับ

สมมุติว่าผมได้เขาซื้อไป แต่ภาพของตลาดโดยรวมนั้นกลับกลายเป็นขาลงขึ้นมา และโชคร้ายเหลือเกินที่การเด้งขึ้นมาในแต่ละครั้ง มันทำให้ผมตัดสินใจถือมันต่อไป เพราะช่วงที่ตลาดเด้งสวนขึ้นมานั้น ทำให้เกิดความหวังขึ้นมานั่นเองครับ และจุดนี้เองที่ความกลัวของผม จะเข้ามามีผลทำให้ผมจดจ่อความสนใจไปที่การเด้งขึ้นมาของตลาดแต่เพียงอย่างเดียว เนื่องจากผมได้ให้ความสำคัญกับการเด้งขึ้นมาของตลาดมากกว่าอย่าอื่น และทำให้ผมจะพยายามทำทุกสิ่งที่ทำได้ ที่จะบอกกับตัวเองว่าผมจะไม่เป็นอะไรครับ

 เพราะผมมัวแต่จดจ่อไปกับการเด้งขึ้นมาของตลาด และถึงแม้ว่าตลาดยังจะเคลื่อนที่เป็นขาลงต่อไป ผมก็จะไม่อยากรับรู้มัน ว่ามันกำลังอยู่ในช่วงขาลงต่อไป ซึ่งในทางกลับกันแล้ว ผมกลับจะมอง หรือหวังว่าการเด้งขึ้นมาในแต่ละครั้งของตลาด จะกลายเป็นจุดต่ำสุดของมันครับ นั่นก็คือผมจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดในทางที่ว่า มันกำลังที่จะเปลี่ยนแนวโน้มกลับขึ้นมาแล้วนั่นเองครับ

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นักพนัน



ผมไม่เคยเห็นนักพนันคนไหนที่ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนบนโลกแม้แต่เพียงคนเดียว ไม่ว่าอาชีพไหนๆ คุณต้องเข้าใจว่าลักษณะเกมส์การเงินที่มีอยู่บนโลก คือการเคลื่อนไหวของเงินจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่ง ส่วนใหญ่เราเรียกคนที่กลุ่มเงินไหลเข้าว่า “เจ้ามือ” และเรียกคนที่กลุ่มเงินไหลออกว่า “นักพนัน”
ในทางจิตวิทยาเกี่ยวกับการเงิน “วิธีคิด” ของนักพนันถือว่าอันตรายมาก เพราะคนกลุ่มนี้พร้อมที่จะยอมรับความเสี่ยงเข้ามาในความคิด ความไม่กลัวเกมส์การพนันทำให้คนเหล่านี้กล้าได้กล้าเสีย เราจะสังเกตได้ว่าคนกลุ่มนี้ ใจร้อน ไม่ชอบการรอคอย ไม่มีความอดทนต่อความยากลำบาก และส่วนใหญ่จะมีความคิดในเชิงลบ

ด้วยเหตุของความใจร้อนและไม่ชอบการรอคอย คนกลุ่มนี้มัก “ตัดสินใจผิดพลาด” อยู่เสมอๆ แม้พวกเขาอาจมีหลักการบางอย่างมาสนับสนุนความคิด แต่แท้จริงก็คือความต้องการ และความโลภของพวกเขาเอง คนที่มีลักษณะนิสัยของนักพนันหากเป็นลูกจ้างประจำ ก็จะย้ายงาน เปลี่ยนงานบ่อย หากประกอบธุรกิจจะอยู่ได้ไม่นาน และล้มเหลว และคนเหล่านี้จะไม่สามารถเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้

นอกจากนี้นักพนัน ยังขาดคุณสมบัติที่ดีในการป้องกันอันตรายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน กิจกรรมที่นักพนันส่วนใหญ่ชอบเข้าไปยุ่งเกี่ยว มักดึงดูดคนคิดลบ ไม่ว่านักพนันด้วยกันเอง นักค้ายาเสพติด นักเลง มือปืน หรือกลุ่มคนที่คิดจ้องแต่จะเอาผลประโยชน์ ไม่ใช่มิตรแท้ เพราะฉะนั้นถ้าหากนักพนันคนไหนมีกลุ่มเงินไหลเข้าเป็นจำนวนมาก ตามกฎธรรมชาติแล้วพวกเขาก็จะถูกจับ หรือไม่ก็ถูกฆาตกรรม… เพราะพวกเข้าไม่ได้เกิดมาเป็นเจ้ามือ

การแก้วิธีคิดแบบนักพนันได้ ส่วนใหญ่ต้องพึ่งศาสนาเป็นหลัก เพราะหลายศาสนาทำให้คนมี “สติ” ในการใช้ชีวิตมากขึ้น บางศาสนาถือว่าการพนันเป็นเรื่องเลวร้ายและมีบทลงโทษสูง ศาสนาจึงช่วยให้คนเหล่านี้รู้จักการยับยั้งความต้องการ และความโลภที่มีมากกว่าปกติได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม มีคุณสมบัติบางอย่างที่เป็นส่วนเด่นของนักพนัน คือความกล้า ไม่ว่าจะเป็นความกล้าทำ กล้าเสี่ยง และกล้าตัดสินใจ หากพวกเขาเหล่านั้นมี “สติ” รู้จักยับยั้งความต้องการที่มีมากจนเกินไป คุณสมบัติเหล่านี้อาจช่วยเสริมให้สามารถทำงานบางประเภทได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ความกล้าจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ถูกต้องด้วย สิ่งที่แสดงออกมาจึงจะมีพลังมากกว่าคนทั่วไป

เมื่อพูดถึงการลงทุน จะมีเส้นบางๆที่กั้นระหว่างนักลงทุนและนักพนัน คนสองกลุ่มนี้หากมองแบบผิวเผินอาจเรียกได้ว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่ใช้เงินทำงานหนักเพื่อให้ได้เงิน แต่สภาพความเป็นจริงค่อนข้างแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง นักลงทุนที่แท้จริงจะใช้ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์ที่ละเอียดถี่ถ้วนกว่า ให้ความสนใจเรื่องของอัตราส่วนทางการเงิน ผลตอบแทน และการทำกำไร โดยเน้นในเรื่องของราคาเมื่อพิเคราะห์มูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจ หรือสิ่งที่ตนเองลงทุน โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา (นักลงทุนจะไม่ถูกบังคับด้วยเงื่อนไขของระยะเวลาในการซื้อขายเพื่อทำกำไร) แต่ระยะเวลาของนักลงทุนอาจถูกนำไปใช้ในการป้องกันและรักษาต้นทุน หรือเพื่อสร้างโอกาสในการทำกำไรที่มากกว่า

ผิดกับนักพนันที่ขาดการควบคุมความเสี่ยง ในขณะที่พวกเขาอาจมีความเชื่อว่าความเสี่ยงเป็นเรื่องปกติ ไม่มีความสำคัญมากนักต่อการตัดสินใจ (ในช่วงเวลาที่จำกัด) และยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาต้องการทำกำไรในช่วงระยะเวลาที่สั้นที่สุดเพื่อผลตอบแทนที่มากที่สุด จึงมักให้หรือกำหนดมูลค่าตามราคาตลาด (แทนการวิเคราะห์มูลค่าของธุรกิจ) และคิดว่าการถือเงินอยู่กับตัวนั้นคือความ “ไม่เสี่ยง” เหมือนอย่างคนที่เล่นได้แล้วออกจากบ่อน โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้คือกลอุบายของเจ้ามือ ที่ส่วนใหญ่มีแต่ได้… ไม่มีเสีย

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้น มีคนหลายคนที่เรียกตนเองว่าเป็นนักลงทุน ทั้งๆที่ความเป็นจริงมีลักษณะครบถ้วนทุกประการในการเป็นนักพนันที่ดี!?!??


บทความอื่นๆ

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

โมเมนตัม MOMEMTUM

โมเมนตัมเป็นเครื่องมือ OSCILLATOR ที่นิยมใช้ในระยะสั้นอีกตัวหนึ่ง ที่สามารถใช้วัดการแกว่งตัวของราคา และเนื่องจากเป็นเครื่องมือระยะสั้น จึงเป็นเครื่องมือที่มักจะสวนทางกับแนวโน้มของราคา (COUNTER TREND) โดยจะนำมาใช้ดูสภาพในช่วงสั้น ของตลาดว่าขณะนั้นอยู่ในภาวะ”ซื้อมากจนเกินไป” (OVERBOUGHT) หรือ “ขายมากจนเกินไป” (OVERSOLD)


สูตรของโมเมนตัม

MOMENTUM = P – Pn

                                                              P   = ราคาปิดปัจจุบัน
                                                              Pn = ราคาปิดเมื่อ n วันที่ผ่านมา

                หลังจากที่ได้ค่าความแตกต่างของราคา ที่กำหนดช่วงต่างของเวลาไว้แน่นอนแล้ว นำค่าที่ได้มาทำเป็นเส้นกราฟ จะได้เส้นกราฟที่มีเส้นกึ่งกลาง (เส้นศูนย์) และจะมีส่วนที่เป็นค่าบวกและค่าลบ รูปแบบเครื่องมือโมเมนตัมจะมีลักษณะเป็นการเคลื่อนไหว ขึ้นลงอยู่ในช่วงแคบ ๆ โดยช่วงบนจะเป็นการบอกภาวะ”ซื้อมากจนเกินไป” และช่วงล่างจะเป็นการบอกภาวะ “ขายมากจนเกินไป”



                ปกติถ้าใช้ช่วงเลาสั้น ๆ เส้นโมเมนตัมจะปรับตัวขึ้นลงเร็วขึ้น แต่ถ้าใช้ช่วงเวลาที่ยาวขึ้น เส้นโมเมนตัด จะปรับตัวขึ้นลงช้ากว้า ทั้งนี้การเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมมีข้อสังเกตว่า

                 เนื่องจากหุ้นบางประเภทมีการซื้อขายสม่ำเสมอ และระดับราคามีการเหวี่ยงตัวไม่มากนัก เช่นหุ้นที่มีทุนจดทะเบียนสูง หรือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี จะมีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ให้ภาพชัดเจน และสามารถอ่านทิศทางได้ง่าย หุ้นประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้โมเมนตัม แต่สำหรับหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว โดยในตลาดหลักทรัพย์ไทยหุ้นประเภทนี้ มักจะเป็นหุ้นที่มีราคาต่ำ จะเหมาะกับการวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือโมเมนตั้ม เนื่องจากจะเห็นรูปแบบที่ชัดเจนกว่า

ประโยชน์ของเครื่องมือโมเมนตั้ม
                 1. ใช้สำหรับการลงทุนในช่วงสั้น สามารถนำมาใช้เป็นสัญญาณ เตือนว่า ในช่วงระยะเวลานั้น ราคาหุ้นได้ดีขึ้นมาจนถึงที่สุดแล้ว และน่าจะมีการปรับตัวขึ้นทางเทคนิค โดยหุ้นแต่ละตัวจะมีระดับสูงสุดของโมเมนตัมต่างกัน

                 2. สามารถนำมาใช้กับสภาพตลาดที่ยังไม่มีทิศทาง (TRENDLESS) หรือในสภาพตลาดที่เคลื่อนไหวอยู่ในช่วงแคบ ๆ ที่เป็นไปใน ลักษณะแนวนอน (SIDEWAYS)

                 3. นำมาใช้เป็นสัญญาณเตือนว่า แนวโน้มของตลาดที่กำลังมีทิศทางขึ้นหรือลงนั้น “พละกำลัง” ใกล้จะอ่อนตัวลงหรือยังโดยสัญญาณเตือน จะแสดงออกมาในรูปของการแยกทางออก (DIVERGENCE) ของราคาหุ้นกับเส้นโมเมนตัม โดยเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ตรงข้ามกัน

เครื่องมือดัชนีกำลังสัมพัทธ์ RELATIVE STRENGTH INDEX (RSI)



เครื่องมือดัชนีกำลังสัมพัทธ์ RSI : RELATIVE STRENGTH INDEX


RSI เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้วัดการแกว่งตัวของราคาหุ้น สำหรับการลงทุนในช่วงหนึ่ง เพื่อดูภาวะการซื้อมากเกินไป (OVERBOUGHT) หรือขายมากเกินไป (OVERSOLD) โดยใช้ระดับเหนือ 70% บอกภาวะ OVERBOUGHT และระดับต่ำกว่า 30% บอกภาวะ OVERSOLD และยังใช้เป็นสัญญาณเตือนว่า แนวโน้มของราคาหุ้นที่กำลังมีทิศทางขึ้นหรือลงนั้น กำลังใกล้จะอ่อนตัวลงหรือยัง โดยมีสัญญาณเตือนที่แสดงออกมาในรูปแบบของการแยกทางออก (DIVERGENCE) ระหว่างราคาหุ้นกับ 14 RSI

ดัชนีกำลังสัมพัทธ์ (RSI) คือ การคำนวณหาพละกำลัง ที่ซ่อนตัวอยู่ของตลาดหรือของหุ้นใดหุ้นหนึ่ง (INTERNAL STRENGTH) โดยดูจากอัตราส่วนที่ “แกว่ง” ไปมาอยู่ระหว่างการขึ้นลงโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ และภายใน “เวลา” ที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ระยะเวลา 14 วัน เราจึงเรียกว่า 14 RSI


สูตรการคำนวณ 14 RSI

RSI = 100 - 100
1+RS

RS = ค่าเฉลี่ยของจำนวนที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นของราคาปิดใน 14 วัน
ค่าเฉลี่ยของจำนวนที่เปลี่ยนแปลงลดลงของราคาปิดใน 14 วัน

หรือใช้สูตร

RSI = 100 XU
U+D

U = AVERAGE OF 14 DAY’S UP CLOSES
(ค่าเฉลี่ยของจำนวนที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นของราคาปิดใน 14 วัน)
D = AVERAGE OF 14 DAY’S DOWN CLOSES
(ค่าเฉลี่ยของจำนวนที่เปลี่ยนแปลงลดลงของราคาปิดใน 14 วัน)

ระดับซื้อมากเกินไปและขายมากเกินไป (OVERBOUGHT & OVERSOLD)

ระดับ “การซื้อมากเกินไป” ของ 14 RSI อยู่ที่บริเวณระดับสูงเกิน 70% ส่วนระดับที่มีการขายมากเกินไปอยู่ต่ำกว่าบริเวณ 30% และมีกฎว่าถ้าเส้น 14 RSI ลดต่ำลงมามากเท่าใดจะทำให้เกิดภาวะ OVERSOLD ซึ่งโอกาสที่ราคาหุ้นจะตีกลับขึ้นไปในลักษณะการ “ปรับตัวทางเทคนิค” มีอยู่สูง ในทางกลับกัน ถ้าเส้น 14 RSI วิ่งสูงขึ้นจนเข้าไปในเขต OVERBOUGHT แล้ว โอกาสที่ราคาหุ้นจะมีการปรับตัวลงก็มีเช่นเดียวกัน

การใช้ 14 RSI ในการวิเคราะห์แผนภูมิราคามี 5 วิธี

             1. ดูยอด (TOP) และฐาน (BOTTOM) มักจะเกิดยอดเหนือเส้น 70 และเกิดฐานใต้เส้น 30 โดยปรากฏยอดและฐานให้เห็นก่อนตลาด
             2. ใช้ดูรูปแบบซึ่งจะใช้ดูเช่นเดียวกับรูปแบบที่เกิดในแผนภูมิราคา แต่จะให้ความสำคัญกับรูปแบบ HEAD & SHOULDERS ; DOUBLE TOPS & DOUBLE BOTTOMS ในลักษณะเป็นสัญญาณเตือนว่าราคาหุ้นจะมีการเปลี่ยนทิศทาง โดยเฉพาะถ้ารูปแบบนั้นเกิดขึ้นในบริเวณเขต OVERBOUGHT หรือ OVERSOLD
           3. ดูการเหวี่ยงตัวของ 14 RSI ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย (FAILURE SWING) โดยการตวัดกลับครั้งต่อไปไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในบริเวณเขต OVERBOUGHT หรือ OVERSOLD
TOP FAILURE SWING เกิดขึ้นเมื่อยอดแหลมของ RSI อยู่เหนือเส้น 70 (A) และยอดสูงใหม่ © อยู่ต่ำกว่ายอดสูงเก่า (A) โดย TOP FAILURE SWING จะสมบูรณ์ เมื่อเส้น RSI เคลื่อนที่จากจุดยอด © ลงต่ำกว่าจุดต่ำสุด (B) ทีอยู่ระหว่างยอดสูงทั้งสอง (A และ C)

สัญญาณการขายจะมีอยู่ 3 ช่วง

    เมื่อเส้น RSI อยู่เหนือเส้น 70 ที่ยอดสูง
    เมื่อเส้น RSI ไม่ทะลุเส้นต้าน
    เมื่อเส้น RSI ทะลุเส้นหนุน
โดยทั่วไปแล้วสัญญาณขายตามข้อ 3. จะมีความแม่นยำสูงสุด

BOTTOM FAILURE SWING เกิดขึ้นเมื่อจุดฐานของ RSI อยู่ต่ำกว่าเส้น 30  และจุดฐานใหม่ อยู่สูงกว่าจุดฐานเก่า โดย BOTTOM FAILURE SWING จะสมบูรณ์เมื่อเส้น RSI เคลื่อนที่จากจุดฐาน ขึ้นสูงกว่าจุดสูงสุด ที่อยู่ระหว่างจุดฐานทั้งสอง

สัญญาณการซื้อจะมีอยู่ 3 ช่วง

เมื่อเส้น RSI อยู่ต่ำกว่าเส้น 30 ที่จุดฐาน (A)
เมื่อเส้น RSI ไม่ทะลุเส้นหนุน (AC)
เมื่อเส้น RSI ทะลุเส้นต้าน (B)
โดยทั่วไปแล้วสัญญาณซื้อตามข้อ 3. จะมีความแม่นยำสูงสุด
           4. การดูแนวหนุนและแนวต้าน บางครั้ง RSI จะแสดงระดับของแรงหนุน-แรงต้านได้ชัดเจนกว่าแผนภูมิราคา โดยการใช้เครื่องมือวิเคราะห์แนวโน้ม เช่น TRENDLINES, MOVING AVERAGES
            5. การแยกทางออกจากกันระหว่างแผนภูมิราคากับ RSI