Infinite Growth FX

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Why choose us?


FXPrimus Europe (CY) Ltd.


Office 102 Zavos Kolonakiou Centre, 4103 Limassol, Cyprus

ทีมบริหารที่มีความเชี่ยวชาญซึ่งนำโดย Terry Thompson, ประธานและ CEO ของ FXPRIMUS

Terry Thompsonอยู่ในธุรกิจการเงินตั้งแต่ยุค 1990 เขาเริ่มอาชีพโดยการเทรดตลาดทุนและได้รับใบอนุญาต Series 6, 63, และ 7 (NASD)หลังจากประสบความสำเร็จในตลาดทุน เขาถ่ายทอดทักษะการเทรดมาสู่ตลาดสกุลเงินต่างประเทศ เขาเชื่อว่าพื้นฐานความสำเร็จของเขามาจากการจัดการความเสี่ยง เขาเชื่อว่าความสามารถในการจัดการความเสี่ยงจะทำให้เกิดกลยุทธ์การเทรดที่ดี และยังทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จด้วย เขาจบการศึกษามาจาก Temple University ในฟิลาเดลเฟีย มลรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา




ความปลอดภัยที่สุดของเงินทุน
บุคคลที่สามบริหารจัดการความปลอดภัยเงินทุน ของคุณ จะบริหารงานโดยผู้ดูแลระบบซึ่งเป็นบุคคลที่สาม ที่ยังทำหน้าที่เป็นผู้ลงนามสำหรับการทำธุรกรรมของลูกข่ายทั้งหมดได้อย่างเป็นอิสระ
ดูแลโดยนักตรวจสอบบัญชี. เป็นหนึ่งในเพียงไม่กี่แห่งที่ผ่านการตรวจสอบประจำปี ี้เพื่อให้คุณเกิดความสบายใจ ที่เราต้องการให้เหนือกว่าและใช้นโยบายดีตามที่กฎหมายกำหนด
การตรวจสอบจากบุคคลภายนอกโดย BOUDICA CLIENT TURST สำหรับลูกค้า  FXPRIMUS ได้กำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมด้านความปลอดภัยของเงินทุนขึ้นใหม่โดยแต่งตั้งให้ Boudica Client Trust เป็นผู้ดูแลคำขอถอนเงินของบัญชีลูกค้าโดยไม่ทำให้ลูกค้าได้รับความล่าช้า
กำกับดูแลโดยสหภาพยุโรป เราได้รับการกำกับดูแลในทุกด้านโดย CySEC และปฏิบัติตามข้อบังคับของ Markets in Financial Instruments Directive (MiFID) ทุกประการ
การคุ้มครองยอดคงเหลือไม่ให้ติดลบ ยอดคงเหลือของคุณจะได้รับการคุ้มครองในกรณีที่ตลาดผันผวนอย่างรุนแรง
สถาบันธนาคารชั้นนำ FXPRIMUS อาศัยการดูแลสภาพคล่องส่วนหนึ่งจาก CapMarFX ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านสภาพคล่องระดับสถาบันผ่านธนาคารชั้น 1 โดยมี HSBC เป็นผู้รับฝากทรัพย์สินสำหรับเงินทุนของลูกค้า

จุดแข็งของเรา
FXPRIMUSจัดให้บริการการสนับสนุนเทคโนโลยีของลูกค้า สภาพคล่อง กองทุนการรักษาความปลอดภัย การฝึกอบรม และความสำคัญที่จำเป็นเพื่อการเข้าตลาดในปัจจุบัน สภาพแวดล้อมทางการค้าของเรารองรับทุกประเภทของพ่อค้าตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงผู้เชี่ยวชาญ
หากคุณยังใหม่ต่อการซื้อขายออนไลน์ โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนการค้า คุณอาจมีความกังวลเกี่ยวกับการสนับสนุนการศึกษาและกองทุนเพื่อความปลอดภัย ฉันจะสามารถไว้วางใจโบรคนี้ได้หรือไม่? ความยากในการเทรดเป็นอย่างไร? ฉันจะได้กำไรหรือขาดทุน? นักเทรดที่มีประสบการณ์อาจมีความกังวลเหมือนกัน เพื่อขยายการค้าของพวกเขา ที่ FXPRIMUS เราเข้าใจดีว่าความสำคัญในการตั้งคำถามเหล่านี้เมื่อคุณเลือก Forex Brokerage. โปรดอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับจุดแข็งที่เรารู้สึกว่า FXPRIMUSแตกต่างจากโบรคอื่นๆ




ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ(CSR)

FXPRIMUS ยึดมั่นในหลักจริยธรรมอย่างเคร่งครัดและเข้าใจถึงความสำคัญในการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นที่ตนดำเนินธุรกิจอยู่ ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงร่วมบริจาคเงินประมาณ $200,000 ให้แก่หน่วยงานการกุศลที่เหมาะสมจากทั่วโลกในไม่กี่ปีที่ผ่านมา เงินได้รับการมอบให้กับหน่วยงานต่างๆ โดยรวมถึง YUM Foundation ในอินโดนีเซีย (Yayasan Usaha Mulia) ซึ่งในรายงานประจำปีของมูลนิธินั้นได้เน้นถึงโครงการที่สำคัญอันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขาดการสนับสนุนของ FXPRIMUS โครงการดังกล่าวรวมถึงการก่อสร้างศูนย์ฝึกอบรมทางวิชาชีพให้แก่ชุมชนที่มีฐานะยากจนที่สุดในอินโดนีเซีย การพัฒนาที่ยั่งยืนและการสร้างสวนมากกว่า 300 แห่งให้แก่ครอบครัวที่ขัดสน รวมถึงห้องสมุดที่จะสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษาและการสร้างสรรค์


FXPRIMUS ให้โอกาสในการสนับสนุนหน่วยงานการกุศลและขอขอบคุณลูกค้าและคู่ค้าที่ซื่อสัตย์สำหรับความซื่อสัตย์อย่างต่อเนื่องของพวกเขา หากขาดการบริจาคเพื่อการกุศลของเรา สิ่งดีๆ ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้


Register Now






Infinite Growth Support



วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

สูตรคำนวณราคาทองคำ

หลายท่านสงสัยที่มาของสูตรคำนวณราคาทองคำที่ใช้กัน จริงๆก็เคยตอบไปแล้ว แต่ก็หล่นๆไปตามกาลเวลา วันนี้ลอกกลับมาปรับปรุงให้อ่านกันใหม่ และปักหมุดไว้เลย เผื่อท่านที่มาทีหลังจะได้ไม่ต้องไปหาขุดขึ้นมาอีก

ราคาทองไทยเป็นทองชนิด 96.5% เปอร์เซนต์ และประกาศที่น้ำหนัก 1บาท ครับ
ส่วนของ Newyork เป็นการประกาศทองชนิด 99.99% ที่น้ำหนัก 1 ออนซ์
การคำนวณจะใช้สูตรนี้ครับ

ราคาทองไทย = (( Spot Gold + Premium ) x 32.148 x THB x .965 )/65.6
โดย Premium เป็นค่าธรรมเนียมอะไรนี่แหละครับ เท่ากับ 1 เหรียญ ( บางทีก็ 2 เหรียญ)

อย่างตัวอย่างสดๆ (22.5.51 13.13 น.) ที่ ThaiGoldRealTime goldspot 932.7 USD/THB 31.95 คำนวณได้ 14107 บาท

ลองเข้าสูตรเป็น
ราคาทองไทย = (( 932.7 +1 ) x 32.148 x 31.95 x .965 )/65.6
ราคาทองไทย = 14107.68 บาท สมาคมประกาศ 14100-14000 (ขึ้นสดๆเลย หุหุ)

ปล. รวบสูตรข้างบนง่ายๆเข้าก็เอา 32.148x .965 /65.6 มารวมกันได้เป็น 0.4729 หรือ 0.473
ได้สูตรนี้ครับ
ราคาทองไทย = ( Spot Gold + 1 ) x THB x 0.473 ก็ได้เช่นกันครับ

ส่วนตัวเลข ตัวเลข 32.148 และ 65.6 มาจากไหน
เพราะว่าปกติ 1 ออนซ์ เท่ากับ 31.104 กรัม
และ 15.244 กรัม ( 1 บาททองคำ ) เท่ากับ 0.49 ออนซ์

solve ออกมาได้ว่า

SpotGold ของฝรั่งเป็นราคาทอง 9999 และเป็น USD ต่อออนซ์ครับ

ราคา ทอง9999 ต่อ กก = (SpotGold +Premium) x นน ทอง9999เป็นออนซ์ ต่อ กก
นน ทอง9999เป็นออนซ์ ต่อ กก = 32.1508 ออนซ์

แปลงไปเป็นทองชนิด 100% ก่อนครับ ดังนี้

นน ทอง100% เป็นออนซ์ ต่อ กก = 32.1508x0.9999
= 32.14758
= 32.148 .......... ที่มาของเลขที่สงสัยครับ

ราคาทอง100% ต่อ กก = (SpotGold + Premium) x นน ทอง100% เป็นออนซ์ ต่อ กก
= (SpotGold + Premium) x 32.148 ..................................(1)

แปลง นน. จากออนซ์เป็นทองไทย 1 บาท

หา นน ทอง100% ของทอง 1 บาทไทย
ทอง965 1 บาท = 15.244g หรือ 0.015244 กก หรือ 1/65.6 กก
ทอง100%1 บาท = 0.965/65.6 กก ............................................................(2)
= 0.01471 กก
ราคาทองไทย 96.5% 1บาท ได้จาก (1) x THB x (2) ก็คือสูตรนี้

= (SpotGold + Premium) x 32.148 x THB x 0.965/65.6
หรือก็คือสูตรที่ใช้กัน = (( Spot Gold + Premium ) x 32.148 x THB x .965 )/65.6

บทความอื่นๆ

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

การวางแผนการเงิน

การวางแผนการเงินเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นวิธีที่ทำให้เรารู้ได้ว่า ในเดือนหนึ่งเราใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดรายจ่ายส่วนเกินลงได้แล้ว ยังช่วยให้คุณมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นด้วย...และนี่คือ 7 วิธีที่ได้ผลที่ควรลองทำตามดู


1. เปอร์เซ็นต์ดังนี้ 60% คือเงินที่ต้องใช้ประจำทุกเดือน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าอาหาร ค่ารถ 10% คือเงินที่เก็บออมไว้ ในยามเกษียณ 10 % สำหรับ สำหรับเก็บไว้ในระยะยาว เอาไว้โปะหนี้ หรือคุณอาจนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยก็ได้ 10 % เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าซ่อมเครื่องใช้ในบ้าน ค่าของขวัญ และ 10 % สุดท้ายเผื่อไว้สำหรับความบันเทิง เช่น ดูหนัง ฟังคอนเสิร์ต เป็นต้น

2. ฝึกนิสัยการเซฟเงินให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ ว่าเงินส่วนไหนควรเก็บออม เงินส่วนไหนควรใช้จ่าย นอกจากนี้ ควรทำบัญชีหลักเพียง 2 บัญชี คือ บัญชีสำหรับใช้จ่ายฉุกเฉิน และ บัญชีสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ การทำเช่นนี้อาจดูยุ่งยากอยู่สักหน่อย แต่ก็จะช่วยให้คุณจัดสรรการใช้เงินได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องมาปวดหัวภายหลัง

3. ใช้เงินสดจ่ายทุกอย่าง เช่น ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่าบัตรเครดิต ฯลฯ โดยให้เบิกเงินแค่เดือนละสองครั้งเท่านั้น วิธีนี้ดีกว่าการใช้เช็คหรือบัตรเครดิตเป็นไหนๆซึ่งเราจะได้ไม่เผลอใช้จ่ายเงินเกินตัวด้วย หากจะใช้บัตรเครดิตก็ต่อเมื่อถึงคราวจำเป็นจริๆเท่านั้น

4. แบ่งเวลา 15-20 นาที ต่อสัปดาห์ เพื่อตรวจสอบการใช้เงินของตัวเองว่า เราใช้จ่ายไปมากน้อยแค่ไหน ใช้เงินเกินงบหรือไม่ โดยอาจใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างตารางขึ้นมา แล้วบันทึกค่าใช้จ่ายเรียงลำดับก่อนหลังตามความจำเป็นให้พยายามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป วิธีนี้จะช่วยให้เราใช้เงินได้ตามแผนที่วางไว้

5. แบ่งเงินใส่ซองแต่ละซอง โดยเขียนหน้าซองไว้ว่า ซองนี้ซองนั้นสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งหากใช้เงินไม่หมดซองเราก็สามารถเช็คได้ง่าย แล้วยังเก็บไว้สมทบเป็นค่าใช้จ่ายในเดือนหน้าได้อีกด้วย วิธีนี้อาจดูโบราณไปหน่อย แต่ก็ได้ผลอย่างดีไม่น่าเชื่อ

6. ตัดใจบอกยกเลิกบัตรเครดิตบางบัตรที่ไม่จำเป็นไปบ้าง จะได้ช่วยลดภาระหนี้สินลงได้ และยังเป็นการป้องกันไม่ให้ใช้จ่ายเงินเกินตัวด้วย ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้แต่บัตรเดบิต (ที่หักเงินจากบัญชีธนาคารของเรา) เพียงอย่างเดียว

7. จ่ายบิลทุกอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ถ้าครบกำหนดชำระในวันที่หนึ่งของทุกเดือน ก็ให้รวบรวมทุกบิลไปจ่ายพร้อมกันทีเดียวเลย จะได้รู้ว่าเดือนหนึ่งมีค่าใช้จ่ายหลักๆ เท่าไร และเงินส่วนไหนที่สามารถจะเก็บออมไว้ได้บ้าง

บทความอื่นๆ

วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2557

มาตรการ QE คืออะไร (Quantitative Easing)

มาตรการ QE คืออะไร (Quantitative Easing)

QE มาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณทางการเงิน ย่อมาจากคำว่า Quantitative Easing เป็นนโยบายด้านการเงินที่ไม่เป็นแบบแผน ที่ดำเนินการโดยธนาคารกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเกิดเหตุการณ์ในกรณีที่นโยบายทางการเงินที่เป็นแบบแผนตามปกตินั้นเริ่มไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจได้ โดยการเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ฯลฯ จากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินของเอกชนทั้งในและนอกประเทศ มาตรการ QE เป็นที่รู้จักว่าเป็นการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเติม (Printing Money) ซึ่งก็คือเม็ดเงินใหม่ๆ ที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนั่นเอง สามารถใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงสถาบันการเงินสามารถดำเนินการปล่อยสินเชื่อในการดำเนินธุรกิจได้มากขึ้นอีกด้วย QE ถ้าจะพูดแบบชาวบ้านก็คือการเพิ่มเพดานหนี้นั่นเอง

มาตรการ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

QE1 ปี 2552-2555 เกิดการล่มสลายของระบบการเงินในยุโรป ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาได้ครอบครองพันธบัตรคงคลังระหว่าง 700-800 พันล้านเหรียญ ก่อนเกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ ช่วงปลายปี 2551 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้เริ่มเข้าซื้อตราสารทางการเงินที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง มูลค่ารวม 600 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ปี 2552 ระดับหนี้ตราสารทางการเงินและพันธบัตรคงคลังเพิ่มขึ้น 1.75 ล้านล้านเหรียญ เดือนมิถุนายน 2553 เพิ่มเป็น 2.1 ล้านล้านเหรียญ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารกลางแห่งเอเชียได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่เข้าไปดูแลและแทรกแซงค่าเงิน

QE2 เดือนพฤศจิกายน 2553 ธนาคารกลางสหรัฐฯ เข้าซื้อพันธบัตรคงคลังมูลค่า 600 พันล้านเหรียญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

QE3 เดือนกันยายน 2555 วางแผนเข้าซื้อตราสารทางการเงินที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง(Mortgage-backed securities : MBS) มูลค่า 40 พันล้านเหรียญต่อเดือน คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน Federal Open Market Committee (FOMC) ได้ประกาศที่จะคงระดับอัตราดอกเบี้ยได้ที่ระดับใกล้ศูนย์ต่อไปจนถึงปี 2558

QE4 13 ธันวาคม 2555 เพิ่มวงเงินการเข้าซื้อพันธบัตรกระทรวงการคลังเพิ่มเติมอีก 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อเดือน จากเดิมใน QE3 เป็นการเข้าซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ในตลาดจำนองอสังหาริมทรัพย์ ในวงเงิน 40,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือน ส่งผลให้ “เฟด” ปล่อยเงินเข้าระบบต่อเดือนเพิ่มจากเดิมรวมเป็น 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เหตุผลคือต้องการขยายผลการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องนอกจากนโยบายการเงินและเสถียรภาพด้านราคา “เฟด” ถูกกำหนดไว้ให้ดูแลการจ้างงานของประเทศด้วย เนื่องจากประเทศมีการจ้างงานต่ำมาก “เฟด” จึงออกมาตรการเพิ่มการจ้างงาน เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย

เมื่อมีการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมาก จะทำให้เงินเหล่านั้นทะลักเข้าไปลงทุนเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันและอาหาร ทำให้สินค้าปรับตัวขึ้น กำลังซื้อของประชาชนลดลง อาจมีการไหลเข้าของเงินทุนของต่างชาติอย่างมหาศาล จะส่งผลต่อค่าเงินของประเทศที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทำให้มีการเก็งกำไรค่าเงินที่ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงิน การส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

บทความอื่นๆ

วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557

Fibonacci ตัวเลขมหัศจรรย์



Fibonacci ถือได้ว่าเป็นอีกเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นักลงทุนใช้อย่างกว้างขว้าง และมีหลากหลายรูปแบบ ซึงเราจะพูดถึง สองชนิดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้กันและได้ผล นั้นก็คือ Retracement and Extension นั้นเอง เราจะเท้าความเราประวัติให้ฟังสักนิคเพื่อที่จะเข้าใจ Concept ซึ่งคนที่คิดค้นทฤษฎีนี้ขึ้นมาชื่อว่า Leonard Fibonacci ที่นี้เรารู้แล้วว่าชื่อนี้มาจากไหน แหม่! ซึ่งเขาผุ้นี้เป็นนักคณิตศาสตร์ ชาวอิตตาเลียนที่เก่งกาจ เขาค้นพบชุดของตัวเลขที่เป็นอัตราส่วนที่สามารถอธิบายทุกสรรพสิ่งเจอ ซึ่งสัดส่วนทั้งหมดประกอบไปด้วย 0,1,1,2,3,5,8,13,21,34,55,89,144 …. ซึ่งหลักการคิดก็คือว่าเขาจะนำเลขตัวก่อนหน้า สองตัวมาบวกกันแล้วจะได้ตัวที่ต่อมา เช่น 8+13 = 24 ซึ่งหลักการนี้จะต้องเริ่มจากเลขสองตัวนี้เท่านี้ คือ 0 และ 1 จึงจะสามารถบวกกันต่อไปได้

เวลาเราตีเส้น Fibonacci ออกมาแล้วทำไมตัวเลขถึงเป็นทศนิยมต่างq
Leonard นั้นเขาจะสุ่มตัวเลขมาตัวเลขหนึ่งในเลขชุดนั้นซึ่งถ้าจะให้ดีแล้วความสุ่มเกินเลข 21 ขึ้นไป สมมุติว่าเราสุ่มตัวเลขออกมาได้ 55 ที่เราจะเอาไว้เป็นฐานหาสัดส่วน ซึ่งเขาจะเอา 55 ไปหารตัวเลขตัวถัดไปคือ 89,144,233,377,610,..... ซึ่ง 55/89 = 0.618 (ปัดเศษแล้ว) 55/144 = 0.382(ปัดเศษแล้ว) 55/233 = 0.236 และเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราจะพบว่ามันจะไม่มีทางเป็น 0 เลย ในทางกลับกัน จะต้องนำ55ไปหารอีกด้านและตัวมันเองด้วยด้วยเช่น 55/55= 1 และ 55/34 = 1.618 และ 55/21 = 2.619 ซึ่งตามหลักการหาแบบนี้เราจะเจอตัวเลข infinite ซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่ไม่มีวันจบ ซึ่งนักลงทุนเลยนำทฤษฎีของเขามาใช้ในกราฟแค่บางส่วนเท่านั้น Fibonacci ตัวเลขตามนี้ 0, 0.236, 0.382, 0.618,1, 1.618, 2.619 ซึ่งจะนำมาคูณ 100 จึงจะได้สัดส่วนที่พอดี แต่ในทางทฤษฎีนั้นเราจะใช้ 2 ชุดของตัวเลขคือ  Retracement Level and Extension Level

แล้วนักลงทุนส่วนใหญ่นำมาใช้ยังไง?

นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า ชุดตัวเลขพวกนี้มีเป็นตัวเลขทางจิตวิทยาการลงทุน ซึ่งเป็นพวกแนวรับ แนวต้าน จุดเข้าซื้อ และ ออกออเดอร์นั้นเอง แม้กระทั้งตัดขาดทุนและ Take Profit  ซึ่งวิธีใช้ Fibonacci Retracement คือให้ดูเทรนเสียก่อนว่าหาหัวและหางเจอไหม สมมุติว่าเจอล่ะกัน ซึ่งตอนนี้ราคาอาจจะมาอยู่ประมาณกลางๆแล้ว สมมุติว่ากราฟราคาลงมาเรื่อยๆแล้วขึ้นไปอยู่ตรงกลางระหว่างหัวและหางก็แล้วกัน ซึ่งเราจะเห็น Shape ตัว V แล้วเราจะตีจากบนลงล่าง และลากจากล่างขึ้นบน เมื่อมีเงื่อนไขตรงกันข้ามนั้นเอง

ที่นี้เรามาดุวิธีการใช้ Fibonacci Extension กัน ซึ่งจริงแล้วไม่ต่างอะไรกันมากกับอีกวิธีเพียงแต่ว่านี้เป็นการตีสามจุดเท่านั้นเอง ซึ่งวิธีตีก็เหมือนกับ Fibonacci Retracement แต่มีสามจุดให้ลาก หลังจากลากสองจุดแรกเสร็จให้ลากจุดที่สามไปไว้ตรงกลางด้วยหรือจุด ณ ตอนนี้ ถ้าไม่มีตัวเลขในชุดให้ดับเบิลคลิกที่เส้นแล้วไป Property ไปที่ Level แล้วให้กด Add เข้าไป แล้ว พิมพ์ FE (เลขทศนิยม*100) ในช่อง Describe เช่น เพิ่ม 0.382 ลงไป เพราะฉะนั้นต้องใส่ FE 38.2 เพื่อง่ายต่อการใช้

ซึ่งนักลงทุนหลายท่านที่มีความมั่นใจสูงในการใช้ Fibonacci บางท่านอาจตั้งออเดอร์ล่วงหน้าเลยก็มี ซึ่งอาจจะทำให้ขาดทุนได้ แม้ว่าราคาจะพยายามวิ่งเข้าไปชนเส้นแนวรับแนวต้านก้ตามแต่ทุกครั้งมักจะไม่ได้เป็นแบบที่หวัง เพราะบ่อยครั้งที่มีผลกระทบปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้

บทความอื่นๆ

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทองคำ (Gold) คืออะไร

ทองคำ (Gold) คืออะไร ?

•      โลหะสีเหลืองมีความมันวาว

•      ธาตุ (Atom) ลำดับที่ 79 สัญลักษณ์ Au (Aurum)

คุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการ

•      งดงามมันวาวและคงทน (Luster & Durable)

•      ขึ้นรูปได้ง่าย (Reformable, Malleable, Ductable) ทองคำ 1 ออนซ์ หากตีเป็นแผ่นจะได้พื้นที่ 9 ตร.ม. หากทำ   เป็นเส้นจะได้ความยาว 80 กม.

•      หายาก (Rare)  การถลุงแร่ทองคำในเหมือง 1 ตัน จะได้ทองคำ 20 กรัมเท่านั้น

•      สามารถนำกลับไปใช้ได้ (Reusable)   การหมุนเวียนใช้ประมาณ 950 ตันต่อปี

หน่วยน้ำหนักของทองคำ

•      กรัม              :   ใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ถือว่าเป็นหน่วยสากล

•      ทรอยออนซ์ :    ใช้ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย

•      บาท             :    ใช้ในประเทศไทย

มาตรฐานทองคำ

      •     ทองคำความบริสุทธิ์ 96.50%  ทองคำไทย

                      - ทองรูปพรรณ 1 บาท เท่ากับ 15.16 กรัม

                      - ทองแท่ง 1 บาท เท่ากับ 15.244 กรัม

•     ทองคำความบริสุทธิ์ 99.99% (หรือ 9,999/10,000) ทองโฟร์ไนน์, ทองเก้าสี่ตัว

                - 1 (ทรอย)ออนซ์ เท่ากับ 31.1040 กรัม        

                - 1 กิโลกรัม เท่ากับ 32.148 (ทรอย)ออนซ์

•     ทองคำความบริสุทธิ์ 99.50% ทองคำโลก, ทองคำ LBMA



ความบริสุทธิ์ของทองคำ

K จะหมายถึง กะรัต เป็นหน่วยที่ใช้บอกความบริสุทธิ์ของทองคำโดยบอกว่ามีทองคำกี่ส่วนใน 24 ส่วน

ยิ่งตัวเลขสูงก็แสดงว่ามีทองคำอยู่มาก ยกตัวอย่างเช่น

Description: http://ausirisgroup.com/fckupload/upload/image/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B3.bmp


ประโยชน์จากทองคำ

•      ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรม (เป็นตัวนำไฟฟ้า ไม่มีสนิม ไม่ผุ ตีแผ่เป็นแผ่นได้) เช่น ชิ้นส่วน                        อิเล็คโทรนิคส์, คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์มือถือ, อุปกรณ์ที่ใช้ในอวกาศ(เคลือบกระจก)

•      ใช้ในวงการแพทย์ (มีความคงทนและไม่แพ้ง่าย) ทองคำเพื่อการครอบฟัน เชื่อมฟัน ฟันปลอม โดยจะใช้    ทองคำผสม  กับธาตุอื่น

•      การลงทุน (ราคาไม่เปลี่ยนตามหุ้นหรือพันธบัตรมากนัก) ซื้อขายเพื่อเก็งกำไร หรือ เพื่อกระจายความเสี่ยงการ  ลงทุน

•      ใช้เป็นของขวัญ และเครื่องประดับ (ทองคำมีค่าและสวยงาม) ของกำนัลในงานพิธี สำคัญต่างๆ เช่น อินเดีย จีน  ไทย เป็นต้น





ปัจจัยต่อราคาทองคำไทย

•      ราคาทองคำโลก หรือราคาทองคำสปอต (Spot Gold) เป็นราคาสากลที่ใช้ตกลงซื้อขายกันทั่วโลก

•      อัตราแลกเปลี่ยน (ค่าเงินบาท) ราคาทองคำโลกมีการตกลงซื้อขายกันด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐ เราจึงต้องนำมา  ปรับให้อยู่ในรูปเงินบาทด้วย จึงเป็นสาเหตุให้ปัจจัยความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราในประเทศ (ค่าเงินบาท)  มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในประเทศค่อนข้างมาก

•      อุปสงค์อุปทานในประเทศและการคาดการณ์





 คำศัพท์ที่มักพบในข่าวสารเกี่ยวกับทองคำ ทำไมจึงควรทราบ ?


ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก และมักได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่นสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป รวมถึงแนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ก็มีผลกระทบต่อราคาทองคำเช่นกัน ดังนั้น ข่าวสารเกี่ยวกับทองคำจึงมักพบว่ามีชื่อบุคคลสำคัญ ชื่อหน่วยงาน นโยบายและตัวเลขต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจ กองทุน หรือตลาดหลักทรัพย์ประเทศต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ซึ่งหากเราทราบความหมายของคำย่อหรือคำศัพท์เหล่านี้ ก็จะทำให้เข้าใจเนื้อหาของข่าวสารได้ดียิ่งขึ้น และยังทำให้เราเข้าใจโลกของทองคำที่นับวันจะมีความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจและระบบการเงินของโลกมากขึ้นได้เป็นอย่างดี



COMEX (Commodity Exchange) ตลาดซื้อขายตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวกับโลหะต่างๆ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นส่วนหนึ่งของ New York Mercantile exchange (NYMEX)



SPDR หรือ SPDR Gold Trust เป็นกองทุนเปิดดัชนีที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Exchange Traded Fund : ETF) เป็นกองทุนที่ลงทุนในทองคำแท่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการจัดการ ให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของราคาทองคำในตลาดลอนดอน คือ London Gold PM Fix Price มีนโยบายลงทุนในทองคำแท่งโดยตรงโดยไม่มีการใช้ตราสารอนุพันธ์หรือมีการให้ยืมทองคำแท่งกับผู้ลงทุน SPDR Gold Trust มีผู้เก็บรักษาทองคำแท่งให้ ได้แก่ ธนาคารฮ่องกงเซี่ยงไฮ้ สหรัฐอเมริกา (HSBC Bank USA, N.A.) กองทุน SPDR Gold Trust จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 4 แห่ง ได้แก่ นิวยอร์ก สิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น กองทุน Feeder Fund หลายกองทุนในประเทศต่างๆ ก็มีนโยบายลงทุนใน SPDR Gold Trust อีกทีหนึ่ง ซึ่งรวบรวมคำสั่งซื้อขายหน่วยลงทุนจากนักลงทุนรายย่อย หรือสถาบันในประเทศนั้นๆ มาอีกทอดหนึ่ง ระดับการถือครองทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของ SPDR Gold Trust จึงเป็นตัวสะท้อนมุมมองต่อทองคำของนักลงทุนจากทั่วโลก



FED (Federal Reserve Bank) ธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งนาย​เบน ​เบอร์นัน​เก้ เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนปัจจุบัน เนื่องจากระบบเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่ นโยบายทางการเงินและภาษีของสหรัฐฯ จึงมีผลอย่างมากต่อตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงทรัพย์สินอื่นๆ ทั่วโลก ดังนั้นเราจึงมักพบชื่อของนายเบน เบอร์นันเก้และนายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อยู่บ่อยครั้งในข่าวสารเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน รวมถึงทองคำด้วย



FOMC (The Federal Open Market Committee) การประชุมของ FED เกี่ยวกับทิศทางนโยบายทางการเงินระยะสั้น เช่น นโยบายดอกเบี้ยระยะสั้น ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึง ภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ ว่ามีความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอมากน้อยเพียงใด หรือแม้กระทั่งสะท้อนภาวะเงินเฟ้อในช่วงนั้นๆ FOMC จะมีขึ้นทุกๆ 6 สัปดาห์หรือปีละ 8 ครั้ง



ECB (European Central Bank) ธนาคารกลางแห่งยุโรป มีประธานฯ คนปัจจุบันคือนายมาริโอ ดรากิ



     BOE (Bank of England) ธนาคารกลางอังกฤษ ปัจจุบันมีนายเมอร์วิน คิง เป็นผู้ว่าการฯ



    BOJ (Bank of Japan) ธนาคารกลางญี่ปุ่น ปัจจุบันมีนายมาซาอากิ ชิราคาวา เป็นผู้ว่าการฯ




      IMF (International Monetary Fund) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ  เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ให้ประเทศต่างๆ กู้ยืมเงิน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางด้านเทคนิค เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวและดุลยภาพของการค้าและการเงินระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีนางคริสติน ลาการ์ด เป็นผู้อำนวยการผู้อำนวยการกองทุน




GDP (Gross Domestic Product) คือ มูลค่าของสินค้าและบริการที่ผลิตได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ส่วนใหญ่จะวัดเป็นรอบปี GDP จะประกอบไปด้วยการบริโภคของภาคเอกชนและครัวเรือน การลงทุนภาครัฐ และการส่งออก GDP มักใช้เป็นดัชนีชี้วัดความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชากรของประเทศนั้นๆ



  QE (Quantitative Easing) นโยบายทางการเงินของรัฐบาลที่ถูกใช้เป็นครั้งคราวเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอาจกระทำได้โดยซื้อคืนหลักทรัพย์ของรัฐบาลหรือหลักทรัพย์อื่นๆ ในตลาด เพื่อให้มีเงินทุนอยุ่ในสถาบันการเงินมากขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกิดสภาพคล่องทางการเงินและการให้สินเชื่อ ธนาคารกลางต่างๆ มักใช้ Quantitative Easing เมื่ออัตราดอกเบี้ยถูกปรับลดลงมาจนอยู่ระดับใกล้ 0% แล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดผลตามที่ต้องการ ความเสี่ยงของการใช้ Quantitative Easing คือท่ามกลางภาวะที่มีเงินและสภาพคล่องในตลาดมากมาย แต่มีสินค้าและบริการเท่าเดิม สถานการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่สินค้าและบริการที่มีราคาแพงขึ้น และเงินเฟ้อ รวมถึงค่าเงินของประเทศที่ใช้นโยบายนี้อ่อนลง



    Jobless Claims คือ จำนวนคนที่ขอรับสวัสดิการการว่างงานในสหรัฐฯ รายงานนี้จะมีขึ้นทุกสัปดาห์โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) Initial Jobless Claims หมายถึง จำนวนผู้ที่ขอรับสวัสดิการครั้งแรก 2) Continuing Jobless Claims หมายถึง จำนวนผู้ที่ขอรับสวัสดิการต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว Jobless claims เป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง เนื่องจากสะท้อนภาวะการจ้างงานในสหรัฐฯ  โดยเฉพาะ Initial Jobless Claims จะถูกจับตามองเป็นพิเศษจากนักลงทุนตลาดเงิน หากมีผู้ขอรับสวัสดิการนี้เพิ่มขึ้นในอัตราคงที่ จะชี้ว่าการว่างงานจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ



     CPI (Consumer Price Index) เป็นดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการกลุ่มหนึ่งๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง อาหาร และบริการทางการแพทย์  เพื่อสะท้อนค่าครองชีพ และอนุมานได้ถึงภาวะเงินเฟ้อ(สินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น) หรือเงินฝืด(สินค้าและบริการมีราคาต่ำลง) ในช่วงเวลานั้นๆ โดย CPI ของสหรัฐฯ จะประกาศทุกๆ วันที่ 13 ของเดือน ส่วน Core CPI จะไม่รวมราคาคาอาหารและพลังงาน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงราคาอาหารและพลังงานอาจได้รับอิทธิพลจากการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์มากในช่วงเวลานั้นๆ ทำให้บิดเบือนภาพเงินเฟ้อหรือเงินฝืดไปได้ โดยมากแล้วเมื่อใดที่มีภาพเงินเฟ้อสูงจะทำให้ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ อ่อนลง และเป็นผลบวกต่อทองคำ



   PPI (Producer Price Index) เป็นดัชนีชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการในช่วงเวลาหนึ่งๆ  โดยสำรวจจากผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่ง PPI จะปรกาศในวันที่ 11 ของเดือน ก่อนที่จะประกาศ CPI โดยมากถ้า PPI สูงมักจะทำให้ CPI สูงตามไปด้วย ส่วนCore PPI มีความหมายในทำนองเดียวกับ Core CPI



   Nonfarm Payroll เป็นสถิติเกี่ยวกับจำนวนแรงงานและค่าแรง ของแรงงานนอกภาคเกษตร แรงงานดังกล่าวยังไม่รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐและองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร แรงงานตามบ้านเรือนด้วย nonfarm payroll เป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ 80% ของ GDP สหรัฐฯ ตัวเลข nonfarm payroll จะประกาศทุกวันศุกร์แรกของเดือน และมักมีผลต่อตลาด เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสามารถคาดการณ์ระดับกิจกรรมเศรษฐกิจในอนาคตได้ การเพิ่มขึ้นของ nonfarm payroll สามารถตีความได้ว่าค่าแรงที่แรงงานได้รับมากขึ้นนั้นจะถูกจับจ่ายใช้สอยไปยังสินค้าและบริการต่างๆ ยิ่งมีการจ่ายค่าแรงมากขึ้นเท่าใด การเติบโตของเศรฐกิจโดยรวมก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น แต่มีเงื่นไขว่าค่าแรงที่เพิ่มขึ้นนั้นจะต้องสอดคล้องกับปริมาณผลผลิตและความต้องการสินค้าและบริการที่สูงขึ้นด้วย แต่หากในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะอิ่มตัวของการขยายตัว การที่ค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่ระดับความต้องการสินค้าและบริการไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน สภาวะเช่นนี้จะทำให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อได้



   Fiscal Cliff "หน้าผาทางการคลัง" คือ การที่เศรษฐกิจของประเทศสูญเสียแรงขับเคลื่อนทางการคลังอย่างฉับพลันและรุนแรง เนื่องจากมาตรการด้านการคลังชั่วคราวที่ ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในยามที่เกิดวิกฤตินั้นสิ้นสุดลง ยิ่งมาตรการนั้นๆ มีขนาดใหญ่มากเท่าไร เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของมาตรการก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจสูญเสียแรงส่งมากขึ้น เท่านั้น และนั่นหมายถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจถูกฉุดให้ลดต่ำลงหรืออาจรุนแรงถึงขั้น เศรษฐกิจถดถอยก็เป็นได้ ดังนั้นเหตุการณ์เช่นนี้จึงเปรียบเสมือนกับว่าเศรษฐกิจ "ตกหน้าผาทางการคลัง" ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐฯ นั้น การสิ้นสุดระยะเวลาการตัดลดภาษีเงินได้ (Payroll-tax cut) ซึ่งเริ่มมีขึ้นในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช เมื่อปี 2001 และปี 2003 การสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากประชาชนในปี 2013 รวมทั้งสิ้นราว 180 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีมาตรการชั่วคราวอื่นๆ อย่างเช่น การให้เครดิตภาษีการลงทุน (Investment tax credit) และการเพิ่มเงินสวัสดิการสำหรับผู้ว่างงาน (Jobless benefits) ที่จะสิ้นสุดมาตรการในสิ้นปี 2012 เป็นต้น ปัจจัยเหล่านนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ตลาดเงินและตลาดทุน รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ




     การวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis) เป็น การศึกษาพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์ หรือพฤติกรรมของตลาดในอดีตโดยใช้หลักสถิติ เพื่อนำมาใช้คาดการณ์พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ในอนาคต และช่วยให้ผู้ลงทุนหาจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม โดยข้อมูลหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้แก่ ระดับราคา และปริมาณการซื้อขาย  แนวคิดการวิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิคจะอยู่บนสมมติฐาน 3 ประการ คือ

               1. ราคาเป็นผลรวมที่สะท้อนให้ทราบถึงข่าวสารในด้านต่างๆ ทั้งหมดแล้ว

              2. ราคาจะเคลื่อนไหวอย่างมีแนวโน้ม และจะคงอยู่ในแนวโน้มนั้นๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มใหม่

              3. พฤติกรรมการลงทุนของผู้ลงทุน จะยังคงมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับพฤติกรรมการลงทุนในอดีต


บทความอื่นๆ