ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างนักลงทุน นักเกร็งกำไร นักพนัน
ทั้งสามล้วนยืนอยู่บนความเสี่ยงด้วยกันทั้งสิ้นแต่ความแตกต่างของทั้งสามคือตัวเลขของความเสี่ยงที่ต่างกันไปอย่างนักพนันมีความเสี่ยงมากที่สุดแต่หากได้กำไรก็ได้มากที่สุดเช่นกันยกตัวอย่างการเล่นพนันฟุตบอลความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดคือความเสี่ยง 50/50 กำไรที่ได้ก็มากตามด้วยเช่นกันแต่สิ่งที่ต้องแลกกับกำไรที่มากคือความเสี่ยง 50/50 ทำไมผมถึงพูดถึงนักพนันนะเหรอเพราะการลงทุนในหุ้นถ้ามองผิวเผินโดยขาดการวิเคราะห์ความเสี่ยงก็ยังคงเป็น 50/50 เช่นกันเพราะกราฟมีเพียงสองทางคือขึ้นกับลง
นักเกร็งกำไรหากพูดถึงนักเกร็งกำไรก็ยังคงยืนอยู่บนความเสี่ยงเช่นกันแต่ความเสี่ยงนั้นได้ถูกจัดการให้ลดลงมาบ้างแล้วจากการวิเคราะห์ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่ละบุคคลที่นำข้อมูลต่างเข้ามาคำนวนความน่าจะเป็นซึ่งแน่นอนว่าก็ไม่สามารถจัดการความเสี่ยงให้เหลือ 0 ได้แต่ก็ถือว่าบริหารได้ดีกว่านักพนันซึ่งความเสี่ยงอาจถูกจัดให้อยู่ที่ 60/40 70/30
นักลงทุนซึ่งหากใครกำลังมองหากอิสรภาพทางการเงินแล้วละก็แนะนำอย่างยิ่งให้ศึกษาการลงทุนการลงทุนหรือนักลงทุนพูดได้ว่าเค้าเป็นนักบริหารความเสี่ยงชั้นดีเลยก็ว่าได้ แต่หากบริหารความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวคงไม่พอที่จะเป็นนักลงทุนได้ดีหากยังขาดการบริหารเงิน Money Management ที่ดีซึ่งนักเกร็งกำไรยังขาดในส่วนนี้ซึ่งการบริหารเงินที่ดีก็ช่วยให้คุณลดความเสี่ยงได้เช่นกันซึ่งการบริการความเสี่ยงของนักลงทุนโดยขาดการบริหารเงินก็อยู่ที่ 60/40 70/30 ประมาณนี้เช่นกันแต่หากนำการบริหารเงินเข้าด้วยแล้วความเสี่ยงดังกล่าวอาจทำได้ดีถึง 80/20 เลยก็ว่าได้แต่เค้าก็ไม่ได้บริหารความเสี่ยงได้เก่งกว่าแต่เค้ารู้จักจังหวะและเวลาการลงทุนไม่ใช่มีเพียงแต่ในหุ้นเท่านั้นเพื่อนลองศึกษาดูนะครับการเปิดร้ายขายอาหารสักร้านก็เป็นการลงทุนได้หากคุณรู้จักการบริหารที่ดีการจัดการที่ดี
หลายคนถามว่าการเป็นนักลงทุนยากไหมแล้วทำอย่างไรแล้วอะไรบ้างคือการลงทุนเอาง่ายๆเลยหากพูดถึงการลงทุนแล้วมันคือการใช้ให้เงินทำงานให้คุณไม่ใช่การที่คุณทำงานเพื่อเงินมันต่างกันนะครับสำหรับสองอย่างนี้ลองมองตัวเองว่าตอนนี้คุณกำลังใช้เงินทำงานหรือคุณกำลังทำงานเพื่อมันแล้วอะไรบ้างที่เป็นการลงทุนหลายคนถาม เอาที่ใกล้ตัวเลยละกันครับเช่นการฝากเงินกับธนาคารมันคือการลงทุนอย่างหนึ่งแต่การฝากเงินกับธนาคารคุณจะได้ผลตอบแทนที่น้อยมากแต่ความเสี่ยงก็น้อยด้วยเช่นกันซึ่งหากคุณอยากได้อิสรภาพจากการลงทุนด้วยวิธีนี้ก็คงเหนือยเอาการเลยเพราะคุณต้องมีเงินหมาศาลเลยจึงจะได้ผลตอบแทนที่จะเลี้ยงคุณได้ทุนวันนี้ดอกเบี้ยสูงสุดก็ราวๆ 3.5-4% ซึ่งหากคุณมีเงินสักล้านคุณจะได้ผลตอบแทน 4หมื่นโดยประมาณซึ่งยังไม่หักภาษีอีกซึ่งหากคุณต้องการมีรายรับต่อเดือน 4หมื่นคุณก็ต้องมีเงินมากกว่านี้อีกสัก 12เท่าหรือ 15เท่าหากคิดกับภาษีด้วย เช่นใช้เงินสัก 15ล้านฝากกินดอก สัก 4% ต่อปีคุณจะได้ผลตอบแทนประมาณ 6 แสนต่อปีคิดเป็นเดือน ก็เดือนนึง 5 หมื่นนี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้นเพราะหากคิดตามสภาวะตลาดจิงจะมีตัวแปลค่อนข้างมากและหากมีเงิน 15 ล้านในโลกการลงทุนยังมีอีกหลายอย่างให้คุณเลือกลงทุนมองหาผลตอบแทนดีๆได้อีกมากและหากคุณเข้าใจดีแล้วคุณอาจไม่จำเป็นต้องมีเงินถึง 15ล้านก็เป็นนักลงทุนได้ซึ่งนักลงทุนหลายคนที่ประสบความสำเร็จทำได้มากกว่า 20-30% ต่อปีนั่นหมายความว่าหากคุณให้เงินล้านเป็นลูกน้องคุณและใช้ให้มันไปทำงานให้คุณมันจะหาตังให้คุณ 2-3แสนบาทเลยก็ได้ยื่งคุณมีลูกน้องที่เป็นเงินมากเท่าไหรมันจะทำงานหนักให้คุณมากเท่านั้นส่วนตัวผมผมใช้ให้มันทำงานจากอัตราแลกเปลี่ยนให้ผม หากสนใจก็ลองคุยๆกันดูได้ครับ
คำกล่าวหนึ่งของ โรเบิร์ต คิโยซากิ ว่าบ้านไม่ใช่ทรัพย์สินแต่บ้านเป็นหนี้สิน หากคุณพังโดยขาดการวิเคราะห์คงไม่กล้าซื้อบ้านกันแล้วชีวิตนี้แล้วจริงๆแล้ว โรเบิร์ต คิโยซากิ ต้องการจะสื่อ โรเบิร์ต คิโยซากิ ไม่ใช่จะพูดถึงบ้านเพียงอย่างเดียวแต่เป็นคำเปรียบเปยซึ่งหมายถึงอะไรก็ตามหากคุณซื้อมาแล้วและไม่ได้สร้างรายได้ให้คุณแต่กลับต้องเพิ่มภาระให้กับคุณมันคือหนี้สินซึ่งหากคุณซื้อบ้านแล้วนำมาปล่อยเช่าหรือขายเพื่อทำกำไรหากแบบนี้บ้านก็ไม่ใช่หนี้สิน
ขอบคุณคำแนะนำดีๆจาก โรเบิร์ต คิโยซากิ
จงสร้างลูกน้องไว้เยอะๆเพราะมันจะไม่อู้ไม่เกเรเลยแต่มันจะทำงานให้คุณอย่างจงรักภักดีตราบที่คุณยังรู้จักใช้มัน
บทความอื่นๆ
วันเสาร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556
จิตวิทยาไกลตัวจริงเหรอ
จิตวิทยาไกลตัวจริงเหรอ
หลายคนมองจิตวิทยาเป็นไกลตัวจริงหรือแล้วมันมีผลอะไรในชิวิตเราบ้าง
ทำไมคนจนถึงไม่รวยเสียทีหรือไม่ทำไมคนรวยก็รวยเอารวย เอาหลายคนบอกว่า
ก็ไม่ได้เกินมากองเงินกองทองเป็นได้เพียงลูกจ้างก็ดีถมเถแล้วไม่มีเงินลงทุนอย่างเขา
จะไปรวยได้ยังไง นั่นเพราะความคิดของคุณถูกสอนมาเสมอจากผู้ใหญ่ที่ต่างก็ปลูกฝักความคิด
การเป็นลูกจ้างให้คุณมาแต่เล็กยังไงนะเหรออย่างเช่น "ตั้งใจเรียน เรียนสูงๆนะลูก โตไปจะได้ทำงานดีๆ"
คุณเคยเจอบ้างไหมที่สอนว่าตั้งใจเรียนให้สูงๆโตมาจะได้เป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือส่วนหนึ่งแล้วที่เราถูกปลูกฝังมา
และสำหรับคนรวยๆที่คุณคิดว่าเค้าโตมากับกองเงินกองทอง นั่นก็จริงแต่ก็มีคนรวยไม่น้อยที่ไม่ได้โตมาบนกองเงินกองทองบางคนเป็นเด็กกำพร้า บางคนไม่มีจะกินเรียนไม่จบ ชีวิตแร้นแค้นตกระกำลำบากแต่ก็สร้างความยิ่งใหญ่ได้ด้วยตัวเขาเองมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเค้าไม่ยอมแพ้ชีวิตไม่ได้นั่งรอวันถูกหวยแต่เค้ามีความคิดหนึ่งที่เค้าบอกตัวเองเสมอ "กูต้องยิ่งใหญ่ กูต้องสำเร็จ"
เขาหลายนี้บอกกับตัวเองเสมอทุกวันทุกเวลาและทำตามที่ใจต้องการภายใต้จิตที่ถูกกระทำซ้ำๆจนเกิดเป็นนิสัย พฤติกรรม การกระทำที่นำไปสู่ความสำเร็จ แต่หลายคนไม่กล้าที่จะก้าวเดินเพราะกลัวความล้มเหลวแต่เขาเหล่ากล้าที่จะออกมายอมรับมัน
แล้วทำไมคนจนกลับยิ่งจนลงๆ นั่นเพราะโปรแกรมที่เค้าเคยถูกปลูกฝังมาแต่เล็กว่าเมื่อมีงานดีๆทำก็ซื้อบ้านดีๆ รถดีๆและอื่นๆซึ่งแต่ละอย่างคุณลองมองดูให้ดีว่ามันคือหนี้สินล้วนทั้งสิ้น แล้วคนรวยละเค้าทำอะไร แน่นอนว่าเขาไม่ได้สร้างหนี้แต่เป็นการนำเงินที่หาได้ไปลงทุนต่อจนมั่นคงจึงทำการซื้อของที่ต้องการเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองเสียก่อนนั่นคือวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จ
แล้วทำไมคนรวยจึงรวยเอารวยเอา เพราะเขารู้วิธีที่ประสบความสำเร็จแล้วยังไงละเมื่อเขาเหล่านั้นรู้วิธีที่จำทำเงินในล้านแรกได้เค้าก็รู้วิธีที่จะทำเงินในล้านที่ 2 3 4สำหรับคนที่ไม่เคยทำล้านแรกเลยจะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ดูยากเหลือเกินแต่คนที่เคยทำเงินล้านแล้วเค้ารู้วิธีที่จะทำมันเมื่อเค้าทำได้ภายใต้จิตใจที่คิดว่ามันยากมันก็กลับดูช่างง่ายดายหลายคนคงบอกและแอบเถียงในใจแต่ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ตอนที่คุณยังเล็กตอนที่ยังไม่เคยได้จับเงิน 1 พันคุณรู้สึกยังไงกับมันรู้สึกมันช่างยิ่งใหญ่คิดฝันไปต่างๆนาๆว่าเมื่อไหรกูได้จับเงินพันกูจะทำนู่นทำหนี้แต่เมื่อคุณโตขึ้นคุณได้จับเงินพันมากขึ้นมากขึ้นความรู้มันช่างเล็กน้อยเสียจริงคุณก็มองไปถึงเงินหมื่น ความคิดเดิมก็กลับมาคุณกำลังมองกับมันด้วยความหอมหวานหน้าเอามาลิ้มลองแต่เมื่อคุณได้จับมันมันก็เหมือนเดิมเมื่อคุณได้มันมาด้วยวิธีใดก็ตามแต่สิ่งสำคัญคุณรู้แล้วว่าจะเอามาอย่างไร แต่คนส่วนใหญ่มักจะหยุดเพียงเงินหมื่นเงินแสนไม่กล้ามองเงินล้าน สิบล้าน ร้อยล้านนั่นไม่ใช่เพราะมันทำยากแต่คุณกลัวไม่กล้าที่จะคิดมากกว่า แต่คนที่ประสบความสำเร็จไม่กลัวแต่เค้ากล้าที่จะลิ้มลองมันเขาจึงไม่หยุดที่เงินแสน
แต่มีเรื่องที่แปลกกว่านั้นคือคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะหาเงินมาได้เท่าไหรไม่ว่าจะพัน หมื่น แสนแต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่เคยพอใช้อยู่ตลอดเวลาหลายคนบอกว่าอยากรวยแล้วคุณเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าเงินเท่าไหรกันที่คุณใส่ในคำจำกัดความของคำว่ารวยคุณลองมองย้อนตัวเองเมื่อตอนที่ไม่มีเงินกับเมื่อตอนที่คุณมีเงิน สิ่งที่คุณต้องการคือหามันเพิ่มเพียงอย่างเดียวนี่หละหนามนุษย์ไม่เคยรู้จักคำว่าพอ
บทความอื่นๆ
หลายคนมองจิตวิทยาเป็นไกลตัวจริงหรือแล้วมันมีผลอะไรในชิวิตเราบ้าง
ทำไมคนจนถึงไม่รวยเสียทีหรือไม่ทำไมคนรวยก็รวยเอารวย เอาหลายคนบอกว่า
ก็ไม่ได้เกินมากองเงินกองทองเป็นได้เพียงลูกจ้างก็ดีถมเถแล้วไม่มีเงินลงทุนอย่างเขา
จะไปรวยได้ยังไง นั่นเพราะความคิดของคุณถูกสอนมาเสมอจากผู้ใหญ่ที่ต่างก็ปลูกฝักความคิด
การเป็นลูกจ้างให้คุณมาแต่เล็กยังไงนะเหรออย่างเช่น "ตั้งใจเรียน เรียนสูงๆนะลูก โตไปจะได้ทำงานดีๆ"
คุณเคยเจอบ้างไหมที่สอนว่าตั้งใจเรียนให้สูงๆโตมาจะได้เป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือส่วนหนึ่งแล้วที่เราถูกปลูกฝังมา
และสำหรับคนรวยๆที่คุณคิดว่าเค้าโตมากับกองเงินกองทอง นั่นก็จริงแต่ก็มีคนรวยไม่น้อยที่ไม่ได้โตมาบนกองเงินกองทองบางคนเป็นเด็กกำพร้า บางคนไม่มีจะกินเรียนไม่จบ ชีวิตแร้นแค้นตกระกำลำบากแต่ก็สร้างความยิ่งใหญ่ได้ด้วยตัวเขาเองมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเค้าไม่ยอมแพ้ชีวิตไม่ได้นั่งรอวันถูกหวยแต่เค้ามีความคิดหนึ่งที่เค้าบอกตัวเองเสมอ "กูต้องยิ่งใหญ่ กูต้องสำเร็จ"
เขาหลายนี้บอกกับตัวเองเสมอทุกวันทุกเวลาและทำตามที่ใจต้องการภายใต้จิตที่ถูกกระทำซ้ำๆจนเกิดเป็นนิสัย พฤติกรรม การกระทำที่นำไปสู่ความสำเร็จ แต่หลายคนไม่กล้าที่จะก้าวเดินเพราะกลัวความล้มเหลวแต่เขาเหล่ากล้าที่จะออกมายอมรับมัน
แล้วทำไมคนจนกลับยิ่งจนลงๆ นั่นเพราะโปรแกรมที่เค้าเคยถูกปลูกฝังมาแต่เล็กว่าเมื่อมีงานดีๆทำก็ซื้อบ้านดีๆ รถดีๆและอื่นๆซึ่งแต่ละอย่างคุณลองมองดูให้ดีว่ามันคือหนี้สินล้วนทั้งสิ้น แล้วคนรวยละเค้าทำอะไร แน่นอนว่าเขาไม่ได้สร้างหนี้แต่เป็นการนำเงินที่หาได้ไปลงทุนต่อจนมั่นคงจึงทำการซื้อของที่ต้องการเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองเสียก่อนนั่นคือวิธีหนึ่งสำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จ
แล้วทำไมคนรวยจึงรวยเอารวยเอา เพราะเขารู้วิธีที่ประสบความสำเร็จแล้วยังไงละเมื่อเขาเหล่านั้นรู้วิธีที่จำทำเงินในล้านแรกได้เค้าก็รู้วิธีที่จะทำเงินในล้านที่ 2 3 4สำหรับคนที่ไม่เคยทำล้านแรกเลยจะรู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ดูยากเหลือเกินแต่คนที่เคยทำเงินล้านแล้วเค้ารู้วิธีที่จะทำมันเมื่อเค้าทำได้ภายใต้จิตใจที่คิดว่ามันยากมันก็กลับดูช่างง่ายดายหลายคนคงบอกและแอบเถียงในใจแต่ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ตอนที่คุณยังเล็กตอนที่ยังไม่เคยได้จับเงิน 1 พันคุณรู้สึกยังไงกับมันรู้สึกมันช่างยิ่งใหญ่คิดฝันไปต่างๆนาๆว่าเมื่อไหรกูได้จับเงินพันกูจะทำนู่นทำหนี้แต่เมื่อคุณโตขึ้นคุณได้จับเงินพันมากขึ้นมากขึ้นความรู้มันช่างเล็กน้อยเสียจริงคุณก็มองไปถึงเงินหมื่น ความคิดเดิมก็กลับมาคุณกำลังมองกับมันด้วยความหอมหวานหน้าเอามาลิ้มลองแต่เมื่อคุณได้จับมันมันก็เหมือนเดิมเมื่อคุณได้มันมาด้วยวิธีใดก็ตามแต่สิ่งสำคัญคุณรู้แล้วว่าจะเอามาอย่างไร แต่คนส่วนใหญ่มักจะหยุดเพียงเงินหมื่นเงินแสนไม่กล้ามองเงินล้าน สิบล้าน ร้อยล้านนั่นไม่ใช่เพราะมันทำยากแต่คุณกลัวไม่กล้าที่จะคิดมากกว่า แต่คนที่ประสบความสำเร็จไม่กลัวแต่เค้ากล้าที่จะลิ้มลองมันเขาจึงไม่หยุดที่เงินแสน
แต่มีเรื่องที่แปลกกว่านั้นคือคนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะหาเงินมาได้เท่าไหรไม่ว่าจะพัน หมื่น แสนแต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่เคยพอใช้อยู่ตลอดเวลาหลายคนบอกว่าอยากรวยแล้วคุณเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าเงินเท่าไหรกันที่คุณใส่ในคำจำกัดความของคำว่ารวยคุณลองมองย้อนตัวเองเมื่อตอนที่ไม่มีเงินกับเมื่อตอนที่คุณมีเงิน สิ่งที่คุณต้องการคือหามันเพิ่มเพียงอย่างเดียวนี่หละหนามนุษย์ไม่เคยรู้จักคำว่าพอ
บทความอื่นๆ
วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556
Money management
ทำไม Money management ถึงสำคัญ เพราะเราต้องการที่จะทำกำไร เราต้องเรียนรู้การบริหารจัดการ เงิน แต่คนส่วนมากได้มองข้ามมันไป
Trader หลายคน เทรดโดยที่ไม่มีหลักการ และดูแค่ว่าสามารถเสียได้เท่าไร ในการเทรด 1 ครั้ง แล้วก็เทรดเลย อย่างนี้ค้าเรียกว่าการพนันไม่ใ ช่ การลงทุน
ถ้า คุณเทรดโดย ไม่ใช้ Money management นั้น มันก็เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่นพ นันอยู่ คุณไม่ได้มองการลงทุนระยะยาว คุณกำลัง รอ jackpot การบริหารเงินไม่เพียงช่วยเราป้ องกันเงินทุน ยังสามารถทำมีกำไรในระยะยาวอีก แต่ถ้าคุณยังคิดว่าการเล่นแบบรอ jackpot เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เรามาดูตัวอย่างกัน
Casino หรือ เจ้ามือ คนเหล่านี้ เก่งเรื่อง สถิติ เค้ารู้ว่าระยะยาวแล้ว เจ้ามือจะเป็นคนได้เงิน ไม่ใช่นักพนัน ถึงจะมีคนถูกรางวัล Jackpot เป็นเงินก้อนโต แต่ก็จะมีนักพนันอีกมากกว่าร้อย ที่ไม่ถูก Jackpot แล้วเงินเหล่านี้ ก็จะเป็นของเจ้ามือ
อันนี้เป้นตัวอย่างที่ทำให้เห็น วา สถิติ สามารถ สร้างกำไรได้เหนือกว่า การพนัน
ในทางสถิติ หรือ เจ้ามือ ในกรณีนี้รู้ว่าจะควบคุมความสูญ เสียที่อาจจะเกิดขึ้น ได้อย่างไร ถ้าทำได้ คุณก็จะมีกำไร
ทีนี้คุณจะทำยังไงถึงจะเป็น นักสถิติที่ดีได้ ไม่ล้มเหลว
Money management นั้นสามารถทำกำไร ได้ในระยะยาว
ถ้า ไม่ใช้กฎของ Money management จะเกิดอะไรขึ้นเรามาดูตัวอย่าง
สม มุตรว่าคุณ มีเงินอยู่ $10000 และคุณเสียไป $5000 คุณเสียไปทั้งหมดกี่เปอร์เซนต์ คำตอบคือ 50 เปอร์เซนต์ แล้วคุณต้องทำกี่เปอร์เซนต์
เงิน $5000 ของคุณ ถึงจะกลับไปเท่าเดิมคือ $10000 คุณต้องทำถึง 100 เปอร์เซนต์ ไม่ใช่ 50 เปอร์เซนต์ เค้าเรียกว่า Drawdown จะเห็นว่ามันน่าหงุดหงิดมาก เพราะมันง่ายมากในการเสียไป แต่ได้กลับคืนมาเท่าเดิมนั้น ยากกว่า ซึ่งผู้อ่านคงไม่คิดที่จะเสีย เทรดเดียว 50 เปอร์เซนต์ ผมหวังว่าเป็นเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเทรดเสีย 3, 4 หรือ 10 เทรดติดกันล่ะ มันดูเหมือนจะเกิดได้ยากถ้าคุณค ิดว่าคุณมี trade system ที่มีเปอร์เซนต์ชนะ 70 เปอร์เซนต์ ดังนั้นคุณไม่มีทางเสีย ติดต่อกันได้ถึง 10 ครั้ง ถ้าคุณคิดว่าคุณมี Trade system ที่ดี ในการเทรด Trade system ที่ทำ profitable ได้ 70 เปอร์เซนต์ ดูเหมือนเป็น system ที่ดีมาก แต่มันไม่ได้หมายความว่า ใน100 เทรดคุณจะชนะ 70เทรด
คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่า 70 ใน 100 เทรดจะชนะ คุณไม่มีทางรู้ได้ คุณ อาจจะเสีย 30 เทรดแรก แล้วไปชนะ 70 เทรดที่เหลือ ซึงยังให้ผลที่ 70 เปอร์เซนต์ แต่คุณก็คงเสียหายหนัก
จากตัวอย่างจะทำให้รู้ว่า Money management นั้นสำคัญ ไม่ว่าคุณจะมี Trading System ดีสักเท่าไร แต่ก็ต้องมีที่คุณเสีย เหมือนผู้เล่น Poker มืออาชีพ ถึงเค้าจะเล่นเสียครั้งใหญ่ แต่สุดท้ายเค้าก็จะจบด้วยกำไร
ผู้เล่น Poker เก่งๆจะฝึกฝน Money management เพราะเค้ารุ้ว่าไม่สามารถชนะได้ ทุกเกมส์ เค้าจะเล่นด้วยจำนวนเงินที่น้อย จากเงินทั้งหมดที่เค้ามี มันสามารถทำให้เค้ารอดพ้นจากการ เสียครั้งใหญ่ได้ นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำในฐานะ trader เทรดใน เปอร์เซนต์ที่น้อยจากจำนวนเงินท ี่มีทั้งหมด เพื่อลดความสูญเสียที่อาจจะเกิด ขึ้น
เมื่อคุณฝึกฝน และ เคร่งครัดกับ Money management คุณ จะเปลี่ยนจากนักพนัน กลายเป็นเจ้ามือ ที่จะทำกำไรได้ระยะยาว
และจากที่ได้กล่าวมานี้ Paxforex จึงเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของ Money management แต่การที่จะชนะตลาดให้ได้สมบูรณ ์แบบคุณจะต้องมีเงินทุนที่มากพอ ในการเทรดแน่นอนว่าหากคุณมีเงิน ทุนเพียงหยิบมือคุณอาจจะเสียได้ 5-10 ครั้งก็อาจหมดตัวก่อนที่จะได้กำ ไร Paxforex จึงยื่นข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรั บนักลงทุน
ด้วยความพิเศษของข้อเสนอที่เราห ยิบยื่นให้นักลงทุนจะสามารถทำให ้ประสิทธิภาพของ Money management ได้ถึงขีดสุด
บทความอื่นๆ
Trader หลายคน เทรดโดยที่ไม่มีหลักการ และดูแค่ว่าสามารถเสียได้เท่าไร
ถ้า คุณเทรดโดย ไม่ใช้ Money management นั้น มันก็เหมือนกับว่าคุณกำลังเล่นพ
Casino หรือ เจ้ามือ คนเหล่านี้ เก่งเรื่อง สถิติ เค้ารู้ว่าระยะยาวแล้ว เจ้ามือจะเป็นคนได้เงิน ไม่ใช่นักพนัน ถึงจะมีคนถูกรางวัล Jackpot เป็นเงินก้อนโต แต่ก็จะมีนักพนันอีกมากกว่าร้อย
อันนี้เป้นตัวอย่างที่ทำให้เห็น
ในทางสถิติ หรือ เจ้ามือ ในกรณีนี้รู้ว่าจะควบคุมความสูญ
ทีนี้คุณจะทำยังไงถึงจะเป็น นักสถิติที่ดีได้ ไม่ล้มเหลว
Money management นั้นสามารถทำกำไร ได้ในระยะยาว
ถ้า ไม่ใช้กฎของ Money management จะเกิดอะไรขึ้นเรามาดูตัวอย่าง
สม มุตรว่าคุณ มีเงินอยู่ $10000 และคุณเสียไป $5000 คุณเสียไปทั้งหมดกี่เปอร์เซนต์ คำตอบคือ 50 เปอร์เซนต์ แล้วคุณต้องทำกี่เปอร์เซนต์
เงิน $5000 ของคุณ ถึงจะกลับไปเท่าเดิมคือ $10000 คุณต้องทำถึง 100 เปอร์เซนต์ ไม่ใช่ 50 เปอร์เซนต์ เค้าเรียกว่า Drawdown จะเห็นว่ามันน่าหงุดหงิดมาก เพราะมันง่ายมากในการเสียไป แต่ได้กลับคืนมาเท่าเดิมนั้น ยากกว่า ซึ่งผู้อ่านคงไม่คิดที่จะเสีย เทรดเดียว 50 เปอร์เซนต์ ผมหวังว่าเป็นเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณเทรดเสีย 3, 4 หรือ 10 เทรดติดกันล่ะ มันดูเหมือนจะเกิดได้ยากถ้าคุณค
คุณจะรู้ได้อย่างไร ว่า 70 ใน 100 เทรดจะชนะ คุณไม่มีทางรู้ได้ คุณ อาจจะเสีย 30 เทรดแรก แล้วไปชนะ 70 เทรดที่เหลือ ซึงยังให้ผลที่ 70 เปอร์เซนต์ แต่คุณก็คงเสียหายหนัก
จากตัวอย่างจะทำให้รู้ว่า Money management นั้นสำคัญ ไม่ว่าคุณจะมี Trading System ดีสักเท่าไร แต่ก็ต้องมีที่คุณเสีย เหมือนผู้เล่น Poker มืออาชีพ ถึงเค้าจะเล่นเสียครั้งใหญ่ แต่สุดท้ายเค้าก็จะจบด้วยกำไร
ผู้เล่น Poker เก่งๆจะฝึกฝน Money management เพราะเค้ารุ้ว่าไม่สามารถชนะได้
เมื่อคุณฝึกฝน และ เคร่งครัดกับ Money management คุณ จะเปลี่ยนจากนักพนัน กลายเป็นเจ้ามือ ที่จะทำกำไรได้ระยะยาว
และจากที่ได้กล่าวมานี้ Paxforex จึงเห็นถึงความสำคัญในเรื่องของ
ด้วยความพิเศษของข้อเสนอที่เราห
บทความอื่นๆ
วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556
คุณเคยถามตัวเองบ้างไหม
คุณเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าเข้าส ู่ถนนสายนี้เพราะอะไรสำหรับมือเ ก่ามือเก๋าคงไม่ต้องพูดถึงเพราะ คงชัดเจนในการอยู่บนถนนสายนี้แล ้วแต่สำหรับมือใหม่ยังต้องมองตั วเองให้มาก สิ่งที่มือใหม่ควรระวังนั่นคือค วามเข้าใจในการสร้างรายได้ของถน นเส้นนี้
หลายคนเข้ามาเพราะรักในความเสี่ ยง หลายคนเพราะอยากลงทุนนี่เป็นสิ่ งที่มือใหม่ต้องค้นหาตัวเองให้เ จอ สำหรับคนที่ชอบในความเสี่ยงแต่ไ ม่เข้าใจเรื่องการบริหารความเสี ่ยงเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับเม่าน้อยๆที่เ พิ่งจะหัดบิน การใช้ความเสี่ยงไม่เป็นนั้นไม่ ต่างจากการเล่นพนันกราฟมีอยู่เพ ียงสองทางที่มันจะไปคือขึ้นกับล งความน่าจะหากมองในเชิงความเสี่ ยงและโอกาศมันควรจะแบ่งได้เป็นโ อกาศขึ้น 50% และลง 50% ซึ่งบทสรุปของนักเล่นความเสี่ยง ก็ควรจะเท่าทุนในกรณีว่าเล่นขึ้ น 50 ไม้และลงอีก 50 ไม้ แต่หลายคนผลรวมคือล้างพอร์ตแล้ว อะไรคือตัวแปร แล้วเราจะบริหารมันอย่างไร
-ตัวแปรที่ทำให้คุณล้างพอร์ตคือ อะไรนะเหรอสิ่งแรกเลยคือส่วนต่า งของราคาหรือ spread หรือ bid offer นั่นหละ
-ตัวแปรต่อมาคือความแตกต่างของไ ม้ที่ได้กำไรและขาดทุนหลายคนเก็ บสั้นๆทำกำไรออเดอร์ละ 10-20จุด จุดซึ่งหากเวลาเสียคุณสั่งตัดขา ดทุนที่ 10-20 จุดหรือระยะตัดขาดทุนเท่ากับระย ะกำไรนั่นหมายความว่าควรจะเท่าท ุนแต่สิ่งที่ทำให้คุณขาดทุนก็ยั งเป็นค่าส่วนต่าง แต่ส่วนใหญ่ยังอาการหนักกว่านั้ นคือทำกำไรไม้ละ 10-20จุด แต่เวลาเสียคุณเสียไม้ละ 100จุด
ยกตัวอย่างว่าระบบที่คุณเทรด win70 loss 30 ซึงในจำนวน 10 ไม้คุณเทรดได้ 7 ไม้และเสีย 3 ไม้แต่ในจำนวน 7 ไม้ที่ได้คุณทำกำไรไม้ละ 10 จุด แต่ไม้ที่คุณเสียคุณ cut loss ไม้ละ 50จุด เท่ากับว่า คุณได้ 70จุดแต่เสีย 150จุด
หลายคนบอกว่าจะไปยากอะไรก็ตั้ง cut loss ให้ต่ำกว่าระทำกำไรใช่ครับพูดถู กต้องเลย แต่คุณลองดูในความเป็นจิงที่คุณ เทรดคุณเคย cut loss ตามระบบไหมคุณเคยทำตามระบบหรืออ ยู่ในวินัยไหมโดยเฉพาะมือใหม่เว ลากำไรเพียงเล็กน้อยคุณก็รีบปิด ทำกำไรเพียง 3-4 จุดแต่เวลาผิดทางคุณกลับรับการผ ิดทางได้เป็นสิบเป็นร้อยจุด
หลายคนมองว่าการเทรดหุ้นดูแล้วไ ม่น่าจะยากอะไรมีแค่ขึ้นกับลงแต ่สิ่งสำคัญที่นักเทรดไม่เข้าใจค ือเรื่องอารมณ์ความรู้สึกที่ซ่อ นอยู่ในตัวคุณนี่หละคือสิ่งที่ย ากที่จะควบคุณและหลายคนไม่เคยคว บคุมมันและฝึกใช้มัน
หลายคนเข้ามาเพราะรักในความเสี่
-ตัวแปรที่ทำให้คุณล้างพอร์ตคือ
-ตัวแปรต่อมาคือความแตกต่างของไ
ยกตัวอย่างว่าระบบที่คุณเทรด win70 loss 30 ซึงในจำนวน 10 ไม้คุณเทรดได้ 7 ไม้และเสีย 3 ไม้แต่ในจำนวน 7 ไม้ที่ได้คุณทำกำไรไม้ละ 10 จุด แต่ไม้ที่คุณเสียคุณ cut loss ไม้ละ 50จุด เท่ากับว่า คุณได้ 70จุดแต่เสีย 150จุด
หลายคนบอกว่าจะไปยากอะไรก็ตั้ง cut loss ให้ต่ำกว่าระทำกำไรใช่ครับพูดถู
หลายคนมองว่าการเทรดหุ้นดูแล้วไ
วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ผู้หยั่งรู้
ผู้หยั่งรู้
มีคำถามที่ผมโดนถามเสมอว่าจะขึ้
แต่หลายคนก็สวนกลับมาหาผมว่ามีซิคนที่บอกได้ว่ามัน
เป็นเพียงหลักคิดง่ายๆโง่ๆว่าหา
วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
จิตวิทยาการลงทุน
จิตวิทยาการลงทุน The Psychology of Investing
ผมไปสัมมนาเรื่องจิตวิทยาการลงทุนมา ก็ขอสรุปเอาไว้เลยล่ะกัน
1. Disposition Effect
- ผู้คนจะหลีกเลี่ยงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียใจ และหาการกระทำที่ทำให้เกิดความภูมิใจ (Regret and Pride)
เมื่อคุณมีหุ้น 2 ตัว ตัวหนึ่งขาดทุนอยู่ และอีกตัวกำไรอยู่ คุณจะขายตัวไหนและถือตัวไหนต่อไป
คำตอบ นักลงทุนส่วนใหญ่จะขายตัวที่ได้กำไรทิ้งเพื่อความภูมิใจ และ ถือตัวขาดทุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียใจ
note: ความผิดพลาดของผมคือ จะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดโดยการไม่ Stop loss เพราะหวังว่าสถานการณ์ในอนาคตจะดีขึ้น แต่มันกลับแย่ลงเกือบทุกครั้ง ดังนั้นเราควรมีแนวคิดและ ฝึกการ stoploss ยังไง ประมาณเราจะเจ็บจิ๊ดๆ ไม่ปล่อยให้เนื้อร้ายมันงอกเงยยังไง แล้วผมจะเอาบทความเกี่ยวกับ stoploss มาลงอีกที
2. Overconfidence
- ความมั่นใจเกินไป ทำให้นักลงทุน Trade เกินขนาดของ port และประเมินความเสี่ยงที่ต่ำเกินไป ทำให้มองข้ามว่าเราเองไม่ได้เป็นคนกำหนดทิศทางตลาด
note: สิ่งที่ผมเคยเป็นคือเมื่อ Trade ได้ติดต่อกันพักใหญ่ๆแล้ว จะมีความมั่นใจมากและระมัดระวังน้อยลง + กับเงินกำไร(จากเจ้า จิตวิยาในข้อต่อไป)ที่ได้มาทำให้ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
3. House - Money Effect
- เงินของเจ้ามือ นักลงทุนจะเล่นหุ้นเสี่ยงมากขึ้นหลังจากได้กำไรมาก่อนหน้านี้ เพราะเหมือนกับเอาเงินของคนอื่นมาเล่น จิตวิทยาข้อนี้ คนเอาเงินเจ้ามือมาต่อยอดเรื่อยๆ และเล่นด้วยความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาวะฟองสบู่แตกได้ในที่สุด
4. Snake - Bite Effect
- โดนงูกัด เมื่อนักลงทุนขายขาดทุน ส่วนนึงจะเข็ดขยาดและเลิกเล่น และอีกส่วนนึงจะต้องเอาการเอาคืนจนทำให้เกิดจิตวิทยาข้อต่อไป
5. Trying to break Even Effect
- การจะเอาคืน หลังจากนักลงทุนขาดทุนมาก จะต้องการเอาคืนโดยลงหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ผลที่ได้กลับตรงกันข้าม
6. endowment effect
- การตั้งราคาที่คิดว่าจะขายสูงกว่าราคาตลาด ในขณะที่คุณเป็นเจ้าของอยู่ ประมาณว่าคุณจะประเมินทรัพย์สินที่คุณมีสูงกว่าราคาตลาด นี้ก็เป็นอีกข้อที่คนจะตั้งราคาสูงขึ้นเรื่อยจนเกิดภาวะฟองสบู่
ตัวอย่าง คุณมีบ้านอยู่ 1 หลัง คุณต้องการขายให้ได้มากกว่าราคาตลาด 12 % และเมื่อราคาบ้านลดลงไปเรื่อยๆ คุณก็ยังคิดจะขายบ้านที่ราคาเดิม แต่ตอนนี้ราคาที่คุณจะขายบ้านมากกว่าราคาตลาดถึง 30 %
7. Status quo bias
คำจำกัดความสั้นๆคือ avoiding action and avoiding change
- เมื่อนักลงทุนถือหุ้นกลุ่มใดไว้ จะไม่ต้องการขายหุ้นทิ้ง ไปซื้อกลุ่มอื่น
ตรงกับบทความที่ผมเคยสรุปไปแล้ว เรื่อง เล็งให้แม่นเก็งให้รวย The Zurich Axioms by Max Gunther ข้อ6
"สรุป หลักการนี้สอนให้คุณมีความคล่องตัวในการโยกย้ายสถานะและอย่าให้มีรากงอก ซึ่งจะเป็นตัวบ่อนทำลายการเก็งกำไรของคุณ อย่างเช่น ความจงรักภักดี หรือการรอคอยเพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมาย หลักการข้อนี้สอนให้คุณพร้อมที่จะกระโดดจากหลักทรัพย์ที่อยู่กับที่ หรือคว้าโอกาสดีไว้โดยเร็ว แต่มิได้หมายความว่าให้คุณกระโดดไปมาจากหลักทรัพย์นึง ไปอีกหลักทรัพย์นึง ก่อนการกระโดดคุณควรจะชั่งใจให้ดีรอบคอบก่อน และถ้ามีเหตุผลที่ไม่สำคัญก็ไม่ควรเปลี่ยนมือ แต่ถ้าสถานะการลงทุนเดิมไม่ดี คุณก็ควรจะขจัดรากทั้งหมดทิ้งไป และกระโดดหนีโดยเร็ว จงอย่าให้มีรากงอกเกินไป"
8. Cognitive Dissonance
- นักลงทุนเผชิญ ความคิดที่เป็นบวกและลบในเวลาเดียวกัน นักลงทุนจะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด และเลือกที่จะพิจารณาข้อมูลที่เป็นบวก และละเลยข้อมูลที่เป็นลบ ความเชื่อของตนเองจะถูกปรับให้สอดคล้องกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไปแล้ว
เมื่อนักลงทุนตัดสินใจซื้อหุ้นแล้ว ความมั่นใจว่าหุ้นจะขึ้นจะมากขึ้นทันที เหมือนกับเมื่อเราซื้อหวย ก่อนซื้อเราคงไม่คิดว่ามันจะถูกมาก จนเมื่อเราซื้อเลขไปแล้วสักเลข ความมั่นใจว่าหวยจะออกตัวที่เราซื้อจะมีมากขึ้นในทันที :)
note: เรื่องของการรับข้อมูลเชิงบวก และลบ ผมได้เผชิญมาแล้วเมื่อผมตัดสินใจเปิด position แล้วผมจะรับข้อมูล + ที่สนับสนุนให้ผมได้กำไรในอนาคต และลดความเชื่อข้อมูลเชิงลบ - มันทำให้ผมเกิดอติเชิงจิตวิทยาครอบงำ ทำให้ผมไม่สามารถ stoploss ได้ทันท่วงที เพราะกลัวว่าข้อมูลเชิงบวกที่ผมรับมาจะเป็นความจริง
9. Sunk cost Effect
ต้นทุนจม เมื่อนักลงทุนมีพอร์ตที่ขาดทุนมากๆ จะไม่ยอมขาย จะตรงกับจิตวิทยาเรื่องการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในเรื่องของการขายขาดทุน คือ ถ้านักลงทุนเริ่มขาดทุนความเจ็บปวดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อขาดทุนมากขึ้น และนานขึ้นความเจ็บปวดจะลดลง เปรียบกับกราฟพาราโบล่า ความชันของความเจ็บปวดจะเป็นอัตราเร่งเพิ่มขึ้นในช่วงแรก และลดลงในเวลาต่อมา นั่นเป็นสาเหตุให้ นักลงทุนจะถือส่วนที่ขาดทุนไปอย่างยาวนาน
10. Representativeness and familiarity
- ความเป็นตัวแทนและความคุ้นเคย นักลงทุนจะคิดว่าผลการดำเนินการ และผลตอบแทนที่ผ่านมาในอดีต จะต่อเนื่องไปในอนาคต
Note: บริษัทที่ทำกำไรต่อเนื่อง ไม่ได้มีความหมายว่าจะทำให้หุ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทที่มีอัตราการทำกำไรที่มากขึ้น จะทำให้คนคาดหวังมากขึ้น และหุ้นจะขึ้นมากกว่า ดังนั้นไม่แปลกเลยที่เมื่อผ่านไปนานเมื่อบริษัททำกำไรได้คงที่ในเวลาต่อมา หุ้นก็ลงในเวลาต่อมาเช่นกัน
11. Social interaction
- การรับรู้ข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา เมื่อคนที่อยู่รอบกายเรามีความคิดที่แตกต่างกัน และในปัจจุบันยิ่งมี internet ทำให้การบริโภคข้อมูลเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทำให้เราได้รับข้อมูลที่เป็น + และ - และง่ายมากที่ทำให้เราได้รับอคติเชิงจิตวิทยาในต่างๆรูปแบบ ทั้งในเรื่องของความกลัวหมู่ กลัวขาดทุน panic sell กลัวไม่ได้กำไร panic buy หรือ การรับข้อมูล ข่าวสารทั้งจริงและเท็จโดยไม่รู้ที่มา
หวังว่าคงมีประโยชน์กับเพื่อนๆบ้าง ผิดถูกก็อภัยด้วยล่ะกันเน้อ
|
วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
จิตวิทยา
จิตวิทยาการลงทุน
อคติ (Bias)
• ทำไมคนเราเกิดอคติ ? เพราะใช้อารมณ์ รัก เกลียด กลัว
• บางครั้งอคติ เพราะไม่รู้ ไม่ขวนขวาย
อคติเมื่อซื้อหุ้น
• ซื้อหุ้นเพราะผู้บริหารหน้าตาดี
• มีนักวิจัยบอกว่าครึ่งหนึ่งแรงขับดันของมนุษย์คือแรงขับดันทางเพศ เราอยากได้การยอมรับจากเพศตรงกันข้ามก็เป็นไปได้
• ซื้อหุ้นเพราะผู้บริหารปฏิบัติดี ไปประชุม เลี้ยงโต๊ะจีน คุยกับเราดี
• อย่าหลงประเด็น ผู้บริหารดี กับ บริษัทดี ต้องดูด้วยว่าผู้บริหารทำได้ตามที่พูดหรือเปล่า เช่น คุณ ส. ไอหลิ่ง ฟังพูดเคลิ้มเลย แต่ออกมาคนละเรื่อง
• คิดว่าคนส่วนใหญ่ใช้ผลิตภัณฑ์ ใช้ชีวิตเหมือนเรา
• เราเล่นหุ้น ไม่ได้เล่นการเมือง เสื้อแดง เสื้อเหลือง ธุรกิจก็คือธุรกิจ
• ชาตินิยม เช่น จะซื้อหุ้นของคนไทย ไปซื้อกิจการต่างประเทศ อย่าง ยูนิคอด จีเอฟ เป็นไฟแนนซ์บริษัทเดียวที่ไม่มีใครหนุนหลัง อัลฟ่าเทค เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ปรากฏว่าทั้ง 3 บริษัทนี้เจ๊งหมดเลย นี่คือใช้เหตุผลผิดในการซื้อหุ้น
• ซื้อเพราะอยากติดรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ถ้าไม่ได้เป็นบริษัทที่ดี อะไร
• ซื้อเพราะกลัวตกรถ หุ้นเสี่ย จ. อยากลองบ้าง เป็นเหตุผลผิดๆ
• ซื้อเพราะเป็นธุรกิจบุญ/บาป มันขึ้นตามกำไร ไม่ได้ขึ้นกับธุรกิจทำให้สังคมเสียประโยชน์ อย่างหุ้น ฟิลิปมอร์ริส ผลิตบุหรี่ มีคดีความเยอะแยะ กองทุนก็ไม่กล้าซื้อ ปรากฏว่าตัวนี้เป็นหุ้นหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตลาดอเมริกา
• บางครั้งคนเราก็ต้องมีอคติเพื่อความภาคภูมิใจของตัวเอง ขึ้นอยู่กับดีกรีของแต่ละคน เช่น อาบอบนวดเข้าตลาด ผมก็ไม่ซื้อเหมือนกัน เป็นความเชื่อของแต่ละคน
อคติเมื่อถือหุ้น
• ซื้อหุ้นเหมือนเราแต่งงาน มองเห็นแต่ด้านดี มองข้ามข้อเสียไป
• เมื่อไรที่เราขายหุ้นไป ตาสว่างเห็นข้อเสียเพียบเลย
อคติเมื่อขายหุ้น
• หุ้นขึ้นมาเท่าตัวขายไปครึ่งหนึ่งเอาทุนคืน เท่ากับที่เหลือไม่มีต้นทุน ไม่มีกฏข้อไหน ที่ผมอ่านหนังสือเจอมา เป็นการตั้งตัวเลขเอง บางตัว upside 300-400% ก็มี
• ขายเพราะขึ้นมาเยอะ เจอบ่อย mos ลดลงก็จริง แต่ถ้ามันสูงอยู่ก็ไม่ต้องขาย
• ไม่ขายเพราะอยากเห็นพอร์ตเขียว
• ไม่ขายเพราะผูกพัน เช่น ผมมีหุ้นตีแตกที่ทำให้ผมมีเชื่อเสียงระบือ ได้ผลตอบแทนเยอะจะเกิดความผูกพัน แม้ upside จะไม่มีแล้ว นั่น คือเราโดนอคติเล่นงาน
• ไม่ขายเพราะมีต้นทุนต่ำ เช่น ถือหุ้น ptl, sta ซื้อตอน sub-prime ต้นทุนต่ำมาก ปรากฏถือ 2-3 ปี วัฏจักรมันบูมมาก ปรากฏว่าน้องคนนี้รวยเละ เจอครั้งล่าสุดขายไปหรือยัง เค้ายังไม่ขายซักหุ้น เพราะมีต้นทุนต่ำ
การแสวงหาความภาคภูมิใจ หลีกเลี่ยงความเสียใจ
• นักเล่นหุ้นทั่วไป เขียว 2-3% เป็นขาย แต่ตัวขาดทุนเมื่อไร ไม่ยอมขาย แพ้ไม่ได้ ดังนั้นพอร์ตคนคิดแบบนี้จะมีแต่ติดดอย เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช
• ไม่ขายไม่ขาดทุน หลอกแม้กระทั่งตัวเอง
• VI ทมิฬ คืออะไร ลอกหุ้นตามเซียน ไปซื้อหุ้นตอนราคาสูงๆ แล้วขาดทุน ก็ไปโทษคนอื่น คนที่คอยแต่จะโทษคนอื่นตลอดเวลา ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด เป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ในการลงทุนคนที่ไม่เคยเรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง ไม่มีทางเจริญ
• Sunk cost มีน้องโพสต์ในร้อยคนร้อยหุ้นถือ เอ็มลิ๊งมา 5 ปี จะถึงจุดสิ้นสุดแล้วล่ะ ผมจะรอดูจนถึงวันสุดท้ายที่มันจบ น้องคนนี้เสียเวลามา 5 ปี ถ้าคุณถือหุ้น 10 ปี ได้ผลตอบแทนเท่าตัว ผมคิดว่าน้อยมาก ถ้าหุ้นบางตัวกำไร 5% ใน 3-4 วัน คิดเป็นต่อปีเสียหายมหาศาล
การคำนึงถึงอดีต
• เงินของเจ้ามือ (House – money effect) เมื่อได้กำไรมา เราคิดว่าเป็นลาภลอย ไม่ใช่เงินเรา แต่ที่จริงกำไรตรงนี้คือเงินเรา เงินมีค่าเสมอ เราไปแยกว่าเป็นเงินต้นทุน กับ กำไร ที่จริงมันก็คือเงินเราเหมือนกันหมด พอเอาเงินจากกำไรมากๆ ไปซื้อหุ้น สุดท้ายของแพงๆเราก็จะซื้อ เป็นจุดเริ่มต้นฟองสบู่
• ตอนวิกฤติ pe 2,3 หรือ 1.5 ยังมีเลยครับ ทำไมไม่มีคนซื้อ? มันเกิดเรื่องความกลัวความเสี่ยง ไม่มีใครอยากขาดทุนอีก ถูกยังไงก็ไม่กล้าซื้อ
• มีบางคนเสียไปแล้ว แทนที่จะเข็ด กลับพยายามทำอีกแบบคือเอาทุนคืน พอเราแพ้มากๆ จนไม่รู้จะเอาเงินคืนอย่างไร จะ double ไปจนพนันหมดหน้าตักเพื่อเอาทุนคืนแล้วเลิก
• การคำนึงถึงอดีต ยึดราคาสูงสุด/ต่ำสุด anchoring bias เป็น technical ใช้การฟอร์มตัวราคาอดีตคาดการณ์อนาคต สมมติฐานนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ เหตุการณ์มันเป็นอิสระต่อกัน
• เช่น บ้านปู เคยไปถึง 800 ถ้าถือยาวไม่มีวันขาดทุนหรอก อาจจะจริงครับ แต่เกิดต้นทุนเสียโอกาส อีกอย่างวันนี้มี shale gas นะ หรือ ทีทีเอ เคยไปถึง 70 กว่าบาท ตอน BDI สูงๆ ต้องดูว่าพื้นฐานเปลี่ยนไปหรือเปล่า
ความมั่นใจเกินไป
• ถือหุ้นตัวเดียว ใช้ margin เค้าคิดว่าจะหนีทันนะ แต่วันหนึ่งจะเกิด black swarm
• แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ nobel prize จัดตั้งกองทุนที่มี Model ไม่มีข้อผิดพลาดเลย ใช้ leverage สูง arbitrage แต่ตอนที่เค้าขาดทุน เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่อยู่ใน model ภายใน 1 เดือน กองทุนนี้เจ๊ง ชื่อเสียงที่สั่งสมมาจบทันที
พฤติกรรมแบบฝูง
• คนที่อยู่ในก๊วนจะมีความคิดคล้ายๆ กัน แตกต่างจะโดนเฉดหัวออก
• สมมติมีพวกเราคนหนึ่งโนเนม ไปโพสต์ในร้อยคนร้อยหุ้น คนที่เข้าไปอ่านดูเหตุผลก็ดี นะ แต่เค้าเป็นใครไม่รู้ แต่พอมีคนเข้ามาให้ความเห็นสนับสนุน จะเริ่มลังเล จะเชื่อแล้ว ต่อไปถ้ามีคนบิ๊กเนมหน่อยมาโพสต์อีก คนอ่านหลังๆจะเชื่อแล้ว
• เรื่องในสังคม… ดอกทิวลิป จตุคามรามเทพ หลินปิง เสื้อเหลือง เสื้อแดง น้ำหมักป้าเช็ง
• ในสังคมหุ้น… หุ้นดอทคอม(ต่างประเทศ) หุ้นไฟแนนซ์(สมัยก่อน) หุ้นค้าปลีก(อาจจะสมัยนี้)
• เรื่องจิตใจ เอาชนะด้วยเหตุและผล ด้วยตัวเลข
• คนที่ไม่โอนอ่อนไปกับความเห็นคนอื่น จะโดนเยาะเย้ย จำได้ตอนหุ้นตกๆ มีคนเยาะเย้ย vi ตายหมดแล้ว กอดหุ้นจนตาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
