Infinite Growth FX

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

'มนสิช จันทนปุ่ม' 'เทรดเดอร์' ผู้เอาชนะตลาดด้วยระบบ

เปิดมุมมองการลงทุนโดยใช้ระบบเทรด'มนสิช จันทนปุ่ม' นักเก็งกำไรสไตล์ Trend Following ผู้ละทิ้งอีโก้ อารมณ์ พิชิตกำไรในตลาดหุ้น


"มด" มนสิช จันทนปุ่ม เซียนหุ้นหนุ่มมีความเชื่อว่าศาสตร์ของการเก็งกำไรอยู่บนพื้นฐานของ "เหตุและผล" กราฟไม่ได้หลอก และเจ้ามือไม่ใช่ปัญหาของนักเก็งกำไร รากเหง้าของผลกำไรจากระบบการลงทุนที่ยั่งยืน เกิดจากกลไกพื้นฐานของตลาดซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่สามารถฝืนหรือหลีกเลี่ยงได้ คำถามสำคัญของนักเก็งกำไร ก็คือ เราจะสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนได้อย่างไร..?
มนสิชเป็นอดีตนักเรียนวิชาดนตรี ผู้หลงใหลการลงทุนโดยการใช้ระบบเทรดทางสถิติ (System Trader) เขารวบรวมแนวความรู้การใช้เครื่องมือทางเทคนิคไว้ในเว็บไซต์ "แมงเม่าคลับดอทคอม" กรุงเทพธุรกิจ BizWeek นัดพูดคุยกับเขาเรื่อง "เทคนิคการเทรดขั้นสูง"แต่อธิบายให้เข้าใจง่ายในแบบนักดนตรี
“ส่วนตัวผมลงทุนโดยใช้ระบบเทรดเพื่อตัดอารมณ์ความรู้สึก และใช้เทคนิคคัลแนว Trend Following” เซียนหุ้นหนุ่มเปิดประเด็น..สมัยเด็กๆ เขาก็เริ่มสนใจการลงทุนแล้ว พอจบ ม.6 ก็เริ่มเล่นหุ้นทันที แต่สนใจทางด้านดนตรีด้วยจึงไปศึกษาต่อทางด้านดุริยางคศิลป์ มนสิชก็เหมือนเด็กทั่วไปที่อยากรวยง่ายๆ แต่พอลงสนามจริงๆ กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด
เขากล่าวว่า ช่วงที่เริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ ใช้เงินไม่เยอะขายของได้เงินมา "ไม่ถึงแสนบาท" ก็นำมาลงทุนแต่ที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุนวิธีคิด ค่อนข้างจะต่อต้านด้วย ในเมื่อหาผู้ให้คำปรึกษาไม่ได้ก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เล่นแล้วก็ไม่ได้เรื่องลุ่มๆดอนๆ ลองผิดลองถูกอยู่ 4-5 ปีถึงจะเริ่มได้กำไรสม่ำเสมอ
เจ้าตัวบอกว่าไม่จริงเสมอไป คนเล่นดนตรีจะไม่ชอบตัวเลข นักดนตรีหลายคนก็สามารถคิดเลขได้ดี และมีบทวิจัยยืนยันด้วยว่าการเล่นดนตรีกับการคำนวนสามารถไปด้วยกันได้ หัวสมองก็จะได้ทั้งความสุนทรีย์และความมีเหตุมีผล ถือเป็นการสร้างสมองสองด้านให้สมดุล
มนสิช บอกว่า ช่วงแรกที่ลงทุนเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ก็ได้ศึกษาวิธีการลงทุนของผู้ประสบความสำเร็จอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ต่อมาก็เริ่มศึกษาการลงทุนโดยใช้เทคนิคและพบว่าแนวทางนี้ "มันใช่" แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี มีผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ ตอนหลังถึงเริ่มจะเข้าใจว่าผิดที่ “แก่น” (หลักคิด) ของมันเลย สมัยก่อนพยายามที่จะพยากรณ์อนาคต นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ดูกราฟวันละ 7-8 ชั่วโมง พยายามหาคำตอบแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงหาคำตอบได้ว่าไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้แม่นยำทั้งหมด และไม่มีระบบไหนที่ดีที่สุด
“ช่วงแรกมีความเข้าใจว่าถ้าเราเทรดพลาดแปลว่าเราทำอะไรผิดสักอย่าง เราเลยยิ่งค้นหาไปเรื่อยๆว่าต้องใช้สัญญาณทางเทคนิคแบบไหนถึงจะถูก คำตอบที่แท้จริงคือเทคนิคมันบอกเพียงแค่ "ความน่าจะเป็น" ไม่ถูก 100% ความน่าจะเป็นของการใช้เทคนิคมันถูกทดสอบจากากรเทรดมาแล้วเป็นพันครั้ง แล้วกำหนดเป็นสูตรออกมาแต่เราจะไม่มีทางรู้ได้ว่าการเทรดของเราครั้งไหนจะถูก"
เทรดด้วย 'โปรแกรมสถิติ' ยึดระบบ ละทิ้งอีโก้
หลังจากมนสิช เริ่มศึกษาการใช้ระบบในการเทรดหุ้น (System Trading) สิ่งที่ตอบโจทย์ก็คือระบบมันตัด “อารมณ์” และ "ความรู้สึก" ของผู้ลงทุนออกไป ระบบการเทรดจะตัดอะไรที่เป็น “นามธรรม” ออกไปและคิดเฉพาะที่เป็น "ตัวเลข" เท่านั้น สามารถพิสูจน์ได้ว่าขั้นตอนไหนดีหรือไม่ดี ปัจจัยไหนที่จำเป็นหรือไม่จำเป็น ตัดส่วนที่ไม่สำคัญออกไป ส่วนไหนที่เวิร์คก็นำมาจัดเป็นกฎระเบียบในการเทรด การลงทุนจะมีความเที่ยงตรงมากขึ้น การตัดสินใจจะไม่ขึ้นกับอารมณ์ เราจะไม่สนใจสภาวะตลาดเพราะได้ทดสอบความเป็นไปได้ทางสถิติที่เกิดขึ้นซ้ำๆ มาแล้วเป็นสิบปีๆแล้วนำมาพยากรณ์ความน่าจะเป็น เมื่อเราตัดสินใจอย่างเป็นระบบ ผลตอบแทนก็จะสม่ำเสมอ ถ้าเป็นในต่างประเทศจะมีระบบเทรดอัตโนมัติแต่ในไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น
“ยกตัวอย่างง่ายๆ ระบบเทรดคือกฎที่วางไว้ เช่น พอหุ้นทะลุแนวต้านขึ้นมาก็ซื้อ เราจะคำนวณความเป็นไปได้ของมันแล้วมาจับใส่สัญญาณว่าจะซื้อหรือขาย ให้น้ำหนักการลงทุนอย่างไร”
ด้วยระบบเทรดที่สร้างขึ้นควรที่จะออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่คงไม่ถึงขั้นเปลี่ยนรายวัน อาจจะเป็นรายเดือนถึงรายปี เพราะการที่รวบรวมข้อมูลมาเป็นสิบปีคงไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้เยอะนัก
ส่วนสไตล์การลงทุนจะเป็นการเล่นตามแนวโน้มหรือ Trend Following ที่จับคู่กับระบบเทรด ที่จริงแล้วสไตล์การลงทุนแบบตามแนวโน้มเป็น "ปรัชญา" อย่างหนึ่งคือเราต้องอยู่กับปัจจุบันแทนที่จะมองอนาคต เราเพียงตอบสนองไปตามสภาพตลาดที่เกิดขึ้น แนวโน้มไปทางไหนเราก็ไปทางนั้น
หลักการสำคัญของการเล่นตามแนวโน้มคือ ต้องรู้จัก Cut Loss และ Let Profit Run บริหารความเสี่ยงดีๆ ควบคุมโอกาสขาดทุนให้ต่ำ ถ้ามีกำไรต้องกินยาวๆ เวลาขาดทุนอาจจะเสียแค่บาทเดียวแต่อาจได้กำไรสามบาท แต่ถ้าโอกาสกำไรหรือขาดทุนเท่าๆกันแบบนี้พอร์ตจะไม่ไปไหน
หลายคนเชื่อว่าการเก็งกำไรไม่มีทางประสบความสำเร็จ มนสิช ไม่เชื่อแนวคิดนี้การเก็งกำไรมีมานานแล้วในตลาดหุ้นและตลาดคอมมอดิตี้ แม้แต่เฮดจ์ฟันด์ที่ประสบความสำเร็จมากอย่าง เรเนสซอง เทคโนโลยี ของ จิม ไซมอน ยังสามารถทำกำไรเฉลี่ยทบต้นได้ถึง 34% ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ไม่มีปีไหนที่ขาดทุนและทำกำไรได้ทุกสภาวะด้วย
“บางทีเราต้องเปิดใจมองอะไรกว้างๆ ผมได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าใช้เทคนิคอย่างเป็นระบบสามารถอยู่รอดได้ หลายๆ คนก็ทำได้ รายย่อยทุกคนก็ต้องทำได้ นักเก็งกำไรไม่ใช่นักพนัน..นักพนันจะเล่นเกมที่เขาอาจแพ้ได้โดยไม่รู้ตัว แต่นักเก็งกำไรจะเล่นเฉพาะเกมที่มีโอกาสชนะ"
กับคำถามที่ว่าเราไม่ต้องสนใจปัจจัยพื้นฐานเลยได้มั๊ย!! เซียนหุ้นหนุ่ม บอกว่า จากการสังเกตุพื้นฐานของหุ้นกับกราฟเทคนิคพอจะมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง ส่วนตัวก็เริ่มลงทุนโดยมีบัฟเฟตต์เป็นไอดอล แต่มีความสุขที่ได้มองกราฟทั้งวันมากกว่า สรุปก็คือ กราฟเทคนิคจะมีความสัมพันธ์กับงบการเงินที่ประกาศออกมาเช่นกัน แต่ส่วนตัวจะเชื่อกราฟและระบบมากกว่า
บริหารหน้าตักเหมือนควบคุมเสียงดนตรี
มนสิช ไขคำตอบด้วยว่าทำไม! คนที่เก่งเทคนิคแต่พอร์ตกลับไม่โต คำตอบคือจะต้องบริหารหน้าตักหรือ Money Management ที่ดีประกอบด้วย ถ้าเก่งเทคนิคการเทรดเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้พอร์ตโตได้จะต้องบริหารหน้าตัก "เป็น" ด้วย มุมมองส่วนตัวเทรดเดอร์คนไหนบริหารเงินในพอร์ตไม่เป็นถือว่า "ไม่เก่งจริง"
การบริหารหน้าตักที่ดีจะต้องมาพร้อมกับการบริหารความเสี่ยง เราจะต้องควบคุมความเสี่ยงในทุกครั้งที่เทรดต้องขาดทุนไม่ 1% ของพอร์ต เพราถ้าเสียลึกไปกว่านี้โอกาสที่จะเอาคืนยากมาก สิ่งที่จะทำให้เราขาดทุนไม่ลึกกจะต้องควบคุม “ขนาดการลงทุน" นำจุดตัดขาดทุนมาคำนวนกับความผันผวนจะรู้ได้ว่าควรลงเงินเท่าไรในการเทรดต่อครั้ง
ในฐานะนักดนตรี เขาเปรียบเปรยหลักการบริหารเงินเหมือน "ตัวควบคุมระดับของเสียง" ถ้าระบบการเทรดคือเสียงที่เราอัด ระบบที่ดีคือเสียงที่เราบันทึกมาว่ามีคุณภาพเป็นอย่างไร ถ้าเราเปิดเสียงเบาเกินไป ผลตอบแทนที่ได้ก็จะต่ำเกินไปหรือฟังแล้วไม่ไพเราะ แต่ถ้าเปิดเสียงดังเกินไปจนลำโพงแตก แทนที่พอร์ตของเราจะกำไรก็ขาดทุนแทน ทุกระบบการเทรดจึงมีขนาดการลงทุนที่เหมาะสมอยู่ มากเกินไปน้อยเกินไปจะไม่ดี "ต้องพอดี"
“การรักษาความเสี่ยงไม่ให้เกิดบาดแผลใหญ่ในการเทรดแต่ละครั้งคือหัวใจสำคัญของการบริหารหน้าตัก ไม่ว่าคนพอร์ตเล็กหรือใหญ่จะต้องมีการจัดการ Money Management ทั้งนั้น ยิ่งคนพอร์ตเล็กยิ่งต้องสนใจเพราะเราอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่ารับความเสี่ยงมากเกินพอร์ตอยู่หรือเปล่า”
เรียนรู้จิตวิทยาการเทรด
มนสิช กล่าวต่อว่า การบริหารหน้าตักยังเชื่อมโยงไปถึงจิตวิทยาการเทรดด้วย เพราะแม้ว่าจะมีระบบการเทรดที่ดี แต่ถ้าพอร์ตเกิดขาดทุนหนักอย่างรวดเร็วอาจจะเกิดอาการช็อกหรือพอทำกำไรได้เร็วมากๆ จะเกิดอาการตื่นเต้นจนทำผิดแผนลงทุนที่วางไว้
การเป็นเทคนิคคัลที่ดี “วินัยการลงทุน” มีความสำคัญมากๆ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจให้ถูกก่อนว่าการใช้เครื่องมือทางเทคนิคมันเป็นเพียงแค่ “ความน่าจะเป็น” จากการทดสอบมาแล้วหลายร้อยหลายพันครั้ง จึงไม่สามารถบอกได้ทุกครั้งว่าจะต้องได้กำไรเท่าไร เพียงแค่บอกได้ว่าถ้าลงทุนโดยใช้ระบบนี้จะทำให้ได้กำไรหรือไม่ เทรดเดอร์จึงต้องยอมรับในความน่าจะเป็นนี้ แต่หลายคนมี “อีโก้” เมื่อการลงทุนไม่เป็นไปตามที่ระบบวางไว้ก็จะเกิดความกลัวผิดพลาดตามไปหมดหรือทำใจไม่ได้ที่การตัดสินใจผิดพลาด นำไปสู่การไม่ทำตามระบบที่วางไว้ในที่สุด
เหมือนกับการไปเล่นคาสิโนและหยอดเหรียญลงสล็อต ต้องเข้าใจว่าถ้าเราไม่ได้เงินจากการเล่นครั้งนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเรา มันเป็นเพราะดวงไม่ดี การที่เสียเงินจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดของเรา ถ้าเข้าใจได้แบบนี้ถึงจะลงทุนตามระบบได้ในระยะยาว การที่มีอีโก้จะทำให้เราไม่ยอมรับในระบบ ถ้ามีความเข้าใจเรื่องของระบบเทรดมันจะกลบอีโก้เราได้จะช่วยเตือนสติเรา
“สรุปคือในการเทรดทุกอย่างมันเชื่อมกันหมดทั้งระบบเทรด Money Management และจิตวิทยา นักลงทุนจะต้องเข้าใจทั้งสามสิ่งนี้ถึงจะเทรดแล้วอยู่รอดได้ในระยะยาว ต่อให้ระบบดีแค่ไหนแต่ถ้าบริหารเงินไม่ดีและไม่เข้าใจจิตวิทยาการเทรด ต่อให้ได้กำไรก็ไม่สูงเท่าที่ควรจะได้”
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์แมงเม่าคลับ ทิ้งท้ายว่าตลาดหุ้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถเอาชนะได้ยากเกินความสามารถของนักลงทุนรายย่อย ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือการเทรดที่ซับซ้อน ส่วนตัวอยากให้ใช้ชีวิตการลงทุนให้ง่าย ช่วงแรกที่เราสร้างระบบอาจจะยากแต่ถ้าเราสามารถหาระบบที่เหมาะสมกับตัวเราได้ทุกอย่างต่อไปจะง่าย
“ทำไมนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น ผมคิดว่าพวกเขาไม่มี Passion (ความมุ่งมั่น) ที่จะประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง คนส่วนใหญ่ต้องการรวยแบบฉาบฉวย แต่จริงแล้วการลงทุนเหมือนทำธุรกิจคือต้องมีความรู้ ประสบการณ์และทักษะ ช่วงแรกๆเราอาจเจ็บตัวบ้างแต่อย่ายอมแพ้ ทำในสิ่งที่เราชอบและพัฒนามันให้ดีที่สุด”
--------------------
บทเรียนนักเก็งกำไร..'เจสซี่ ลิเวอร์มอร์'
มนสิช จันทนปุ่ม ยกตัวอย่างหนังสือที่เขียนขึ้นพิเศษสำหรับสมาชิกเว็บไซต์ โดยยกกรณีศึกษาของ เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นตำนานแห่งวอลสตรีท โดยเฉพาะช่วงที่เกิดเหตุการณ์ Great Depression ปี 1929 เป็นคนที่เก่งมากแต่มีจุดอ่อนที่ใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนสำคัญให้นักลงทุนทุกคน
“เขาเป็นเซียนหุ้น เซียนคอมมอดิตี้ เมื่อ 90 กว่าปีที่แล้ว เขาเป็นต้นแบบการเก็งกำไร วิชาการเทรดที่เราได้เรียนมาอย่างเล่นตามแนวโน้ม การควบคุมความเสี่ยง ทยอยซื้อช่วงขาขึ้น ฯลฯ เจสซี่เป็นต้นแบบทั้งนั้นทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีและก็เจ๊งหมดตัวและก็กลับมารวยใหม่ แต่สุดท้ายต้องฆ่าตัวตาย น่าสนใจว่าทำไมคนเก่งเรื่องการลงทุนถึงมีผลการลงทุนผันผวนขนาดนี้”
ข้อคิดจากบทเรียนดังกล่าวก็คือ เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ มักจะ “ลืมตัว” และลืมในสิ่งที่ตั้งใจไว้เพราะประสบความสำเร็จมามากจนมีอีโก้ที่สูง ถ้าศึกษาแนวทางลงทุนของเขาจะค่อยๆ กำไรจากการเพิ่มโพสิชั่นการเทรดในเวลาที่ตลาดกำลังเป็นขาขึ้นถ้าถูกทางก็จะเติมเงินลงไปเรื่อยๆ แต่พอบางช่วงที่เขาคิดว่าหุ้นจะต้องลงก็ไปชอร์ตไว้แต่กลับไม่ลง เขาก็ทำใจไม่ได้เพราะมั่นใจในตัวเองสูงเลยเฉลี่ยขาดทุน เงินที่มีอยู่เท่าไรก็เติมไปจนหมด สุดท้ายก็ขาดทุนหนักเพราะฝืนแนวโน้มตลาด นี่คือเครื่องเตือนใจว่าแม้จะมีระบบการเทรดและแนวคิดดีแค่ไหน สำคัญคือจะต้องมีการควบคุมอารมณ์เสมอ
“เขามักจะลืมตัวและลืมในสิ่งที่ตั้งใจไว้ ถึงอย่างไรเขาก็กล้าที่จะเขียนความผิดพลาดของตัวเองลงไปในหนังสือว่าไม่ควรทำแบบนั้นเลย เขาถึงเจ็บซ้ำแบบเดิมๆ เดี๋ยวรวยเดี๋ยวจน จะเห็นได้ว่าเขามีไอคิวการลงทุนสูงแต่มีอีคิวไม่สม่ำเสมอ อารมณ์แบบนี้ทำให้ชีวิตครอบครัวแตกแยก จนต้องยิงตัวตายในที่สุด”

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ฝากเล่าความสำเร็จ



Do it yourself




ฺํBY ADMIN
เอามาฝากเพื่อนๆนักเทรดทุกคน และผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตซักอย่างหนึ่ง แต่สำหรับคนที่ได้อ่านในบล็อคนี้ผมคิดว่าส่วนใหญ่คงหวังที่จะประสบความสำ้เร็จจากการลงทุนซึ่งเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก เพราะการลงทุนไม่ว่าจะทางใดก็ตามมันสามารถสร้างผลกำไรให้เราได้อย่างไม่จำกัดและทวีผลกำไรให้ทำกำไรให้เราได้อีก(จริงเหรอฟังดูอาจจะเกินจริงไปหน่อยแต่หากลองมองให้ดีนี่หละคือสิ่งมหัสจรรย์เลยมัน ข้ออ้างคำพูดของเด็กอายุยังไม่เกิน 15 มาพูดหน่อยแล้วกันว่านี่มันคือทฤษฎี สมการล้างโลก) จงสร้างมันด้วยตัวเองหาประสบการณืให้ตัวเองอย่าไปเฝ้ารอความช่วยเหลือจากคนอื่น
พฤติกรรม และนิสัย เป็นส่วนผสมที่ทำให้คุณเป็นเศรษฐีได้ แต่ในเวลาเดียวกันพฤติกรรมและนิสัยบางอย่าง ก็บันดาล ความยากจน ให้กับคุณได้เหมือนกัน
หากคุณลองหมั่นสังเกตนิสัยของบรรดาเศรษฐีทั้งที่อยู่รอบตัวเราและที่อยู่ห่างตัวหน่อยก็จะเห็นว่าพวกเขามีลักษณะนิสัยที่คล้ายๆ กัน อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมจะค่อนไปในทางละม้ายคล้ายกัน ในทางตรงกันข้ามพวกที่ไม่เคยถูกเรียกว่าเศรษฐี ก็มักจะมีนิสัยที่ถอดแบบกันมาเช่นกันทั้ง ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ เกินตัว ไม่ใช่นิสัยหรือพฤติกรรมทุกอย่างของคนเรา ที่จะหนุนนำให้ทุกคนขึ้นบัลลังก์ของเศรษฐีได้

เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอม ได้นำเสนอบทความเกี่ยวกับ "8 นิสัยที่จะช่วยให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้าน"?ลองสำรวจตัวเองดู บางทีคุณอาจจะมีนิสัยเหล่านี้ซ่อนอยู่ในตัวอยู่แล้วก็ได้?บางคนอาจจะไม่มีเลย แต่ไม่เป็นไร นิสัยเหล่านี้สร้างและบ่มเพาะกันได้หรือบางคนอาจจะแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิดหน่อย แล้วนำนิสัยเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างไม่ยากเย็น

ลักษณะนิสัยทั้ง 8 ข้อจากนี้ไป เป็นเหมือนกฎขั้นพื้นฐานที่เศรษฐีเงินล้านส่วนใหญ่ทั่วโลกยึดถือและปฏิบัติ เพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ซึ่งคนไทยทั่วไปสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่าง ช่วยให้ตัวเองเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ ด้วยหนึ่งสมองและสองมือสองขาของเรานี่เอง 

1.หาเงินไว้ลงทุน..ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย?

ใครก็ตามที่มุ่งมั่นและตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะร่ำรวยเงินทอง?เพราะคนที่หาเงินได้มาก ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นเจ้าของคำว่า "เศรษฐี" เพราะบางคนหาได้เงินมากก็ใช้จ่ายมากบางคนทำมาหากินแทบตาย แต่ต้องเอามาใช้หนี้สินที่ติดตัวอยู่?แต่สำหรับคนที่เป็นเศรษฐี จะมีนิสัยที่ค่อนข้างชัดเจนคือ เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปต่อยอดการลงทุน เข้าตำราหาเงินไว้เพื่อลงทุน ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย





"คนส่วนใหญ่ทำงานหนัก เพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต และบำเรอความสุขให้กับชีวิตตัวเอง?แต่กลุ่มคนมีเงินตระหนักว่า ถ้านำเงินก้อนที่มีอยู่ไปต่อยอดให้ออกดอกออกผลเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองน่าจะดีกว่า" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ 



"วิเชฐ ตันติวานิช" กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ MAI เห็นด้วยกับนิสัยนี้?เพราะมีคนจำนวนมากที่มีรายได้เยอะ?แต่เมื่อมีมากใช้มากก็ไม่มีทางที่จะเป็นเศรษฐีได้?แต่คนที่เป็นเศรษฐีก็มักจะมีนิสัยที่ต่างออกไป?เมื่อมีรายได้เข้ามา แทนที่จะโหมใช้จ่าย พวกเขาจะนำเงินไปต่อยอดลงทุนเพื่อให้เงินออกดอกออกผล 

2.มีแผนและทำตามแผน



เศรษฐีเงินล้านที่รวยได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ได้ร่ำรวยเพราะความบังเอิญส่วนหนึ่งนั่นเพราะพวกเขามีนิสัยที่มีแผนและลงมือปฏิบัติตามแผน?ซึ่งนั่นเป็นแรงผลักดันที่ช่วยพวกเขาให้เดินสู่ความรวย?

"การวางแผนและทำตามแผนนำพวกเขาสู่จุดหมาย?นั่นคือการลงทุนและสั่งสมความมั่งคั่งไว้ตลอดชีวิต" เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ให้ทัศนะ 

"ดารบุษป์ ปภาพจน์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ?สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด 2 บลจ.กรุงไทย มองว่า?เรื่องสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งมือใหม่หัดลงทุนมักจะละเลยไป คือการทำตามแผนที่วางไว้โดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์ ?ออมเงินก่อน? หรือ Pay Yourself First โดยการหักเงินออมออกจากบัญชีเงินเดือนทันทีที่เงินเดือนออก ก่อนที่จะนำเงินไปใช้จ่ายอย่างอื่น เพราะแผนที่วางไว้อย่างสวยหรูนั้น จะไม่มีประโยชน์เลย หากไม่มีการนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง 

การมีวินัยในแผนลงทุนนั้นยังรวมถึง ผู้ลงทุนที่เลือกการลงทุน โดยใช้กลยุทธ์เฉลี่ยต้นทุน (

Dollar Cost Averaging) ด้วยการลงทุนเป็นประจำด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ผู้ลงทุนควรมีวินัย ไม่หวั่นไหวไปกับการขึ้นลงของภาวะตลาด โดยอาจใช้ร่วมกับแผนการลงทุนอัตโนมัติที่บริษัทจัดการต่างๆ มีไว้บริการ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลา และลดความวุ่นวายใจไปได้มากทีเดียว 

วิเชฐเห็นด้วยกับข้อนี้

ทุกคนคิดและวางแผนการเงินการลงทุนได้ว่าจะทำโน่นนี่นั่น?แต่ไม่ใช่ทุกคนที่วางแผนแล้วจะปฏิบัติหรือลงมือทำตามแผน?ฉะนั้น ใครก็ตามที่วางแผนทางการเงินให้ตัวเอง แล้วเดินตามแผนก็มักจะมีแววที่จะเป็นเศรษฐี 

3.ทำงานหาเงินให้มากขึ้น



ความหมายข้อนี้ดูเหมือนชัดเจน เพราะกลุ่มคนมั่งคั่งมักจะพากันแสวงหาหนทาง ที่จะสร้างหรือหารายได้ให้ไหลมาเทมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีวันหยุด ด้วยการเพิ่มจำนวนเงิน ให้ทำงานออกดอกออกผลให้พวกเขาได้มากขึ้น



นี่คือนิสัยประจำตัวของบรรดาเศรษฐี

จะสังเกตเห็นได้ว่า?ยิ่งร่ำรวยอยู่แล้ว ยิ่งไม่หยุดทำงาน?ยิ่งมั่งคั่งอยู่แล้ว ยิ่งหาทางต่อยอดการลงทุนให้มั่งคั่งยิ่งขึ้น 

เรื่องนี้วิเชฐตั้งข้อสังเกตว่า คนที่มีเงินทองหรือร่ำรวยในระดับหนึ่งแล้ว

พวกเขามักไม่เก็บเงินเอาไว้อย่างเดียว แต่หาช่องทางเพื่อขยับขยายความรวย ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้เขามักจะให้เงินทำงานช่วยอีกแรง?เรียกว่าทำเงินได้?2 เด้ง?

4.เข้าใจฐานะการเงินของตัวเอง



กลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งต่างตื่นตัวกับการรับรู้รายได้ในบัญชีส่วนตัว และรู้ว่าการไหลเวียนของเงินที่ไหลเข้าออกในบัญชีมีเท่าไร

ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่าต่างจากคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ที่มักจะไม่ค่อยสนใจและใส่ใจในฐานะการเงินของตัวเองซักเท่าไร 

บางคนยิ่งไปกว่านั้น เพราะปล่อยให้หนี้ท่วม นอกจากไม่ได้จัดระเบียบหนี้แล้ว ที่ร้ายกว่านั้นคือแทบไม่รู้เลยว่าหนี้ของตัวเองเบ็ดเสร็จแล้วมีเท่าไร



เรื่องนี้ดารบุษป์บอกว่าก่อนที่จะทำสิ่งใดให้ประสบความสำเร็จ

เราจะต้องมีการวางแผนรู้เขา รู้เรา ซึ่งการวางแผนการลงทุนก็ไม่ต่างกัน การเข้าใจฐานะการเงินของตนเองให้ถ่องแท้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว ก็จะเหมือนการขับรถทางไกลโดยไม่เตรียมความพร้อม ไม่ได้เช็คเครื่อง หม้อน้ำ ปริมาณน้ำมัน ไม่รู้ว่ากำลังเครื่องยนต์ของรถนั้นมีมากน้อยเพียงใด สามารถขึ้นเขา ลุยโคลนได้หรือไม่ 

ซึ่งการละเลยไม่เข้าใจตนเองเช่นนี้ ก็มีแต่จะจะทำให้เราประสบปัญหาและอุปสรรคระหว่างทาง ต้องเสียเวลามากกว่าที่ควรเพื่อจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ หรือบางทีก็อาจหมดกำลังใจไปก่อนที่จะถึงเป้าหมาย





"ก่อนจะเริ่มต้นวางแผนการเงินนั้น เราจะต้องรู้ว่ารายรับของเรานั้นมีความสม่ำเสมอแค่ไหน มีส่วนเกินกว่ารายจ่ายหรือไม่ รวมถึงมีการกันเงินเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเพียงพอที่จะทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งเงินที่ตั้งใจเก็บไว้เพื่อการลงทุนระยะยาว ซึ่งหากเราละเลยขั้นตอนนี้ไป ก็ยากที่จะถึงเป้าหมายได้ " 

วิเชฐเสริมว่า คนที่เป็นเศรษฐีมักจะมีนิสัยใส่ใจในเรื่องเงินทองอยู่แล้ว ทั้งรายรับรายจ่ายทำใส่เอ็กเซลชีทเอาไว้ ส่วนคนที่ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ควรจะทำอย่างยิ่ง

นี่เป็นบันไดก้าวหนึ่งที่จะนำคุณไปเป็นเศรษฐีได้ 

5.กล้ารับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม



เวบไซต์เอ็มเอ็มแฮบบิทส์ดอทคอมบอกไว้ว่า

การเป็นผู้กล้ารับความเสี่ยง เป็นสิ่งต้องทำเพื่อเพิ่มความรวยให้ตัวเอง หากไม่เข้าไปฉวยโอกาสบางครั้ง เงินที่มีอยู่จะไม่มีโอกาสงอกเงย?แต่เหนืออื่นใด?ต้องเป็นความเสี่ยงที่คุณรับได้?และต้องมีการวางกลยุทธ์อย่างดีเพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะตลาดตกต่ำหรือช่วงขาลง 

ข้อนี้ วิเชฐมองว่า คนที่จะเป็นเศรษฐีได้

พวกเขามักรู้ว่าความเสี่ยงคืออะไร?ประเมินได้ว่าความเสี่ยงมันใหญ่ขนาดไหน และตัวเขาเองสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?



"เพราะความเสี่ยงในระดับสูง?ไม่ใช่ว่าเราไปยุ่งกับมันไม่ได้ คนที่เป็นเศรษฐีได้เขาจะประเมินพละกำลังของตัวเองก่อนว่า?ความเสี่ยงแค่นี้ เรารับมือไหวมั้ย เพราะถึงจะเสี่ยงสูง แต่ถ้าเรารับความเสี่ยงไหว เราจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้ โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูงก็มี " 

6.มีความอดทน&สติซ่อนอยู่ในการลงทุน?



สังเกตมั้ยว่าพวกเศรษฐีเงินล้านที่ร่ำรวยจากสองมือสองขากับหนึ่งสมองของตัวเอง ไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน แต่เศรษฐีเหล่านี้เข้าใจถึงพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น และความพยายามลงทุนอย่างต่อเนื่องไม่หยุด เพื่อให้ได้ความร่ำรวยเป็นรางวัลตอบแทน



ดารบุษป์เปรียบเปรยให้ฟังว่ามีคนเคยเปรียบการลงทุนว่าเหมือนการไต่เทือกเขาสูง ยิ่งเป้าหมายสูงเพียงใด นอกจากต้องเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์แล้ว ต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่งจึงจะก้าวผ่านหุบเหวที่เป็นอุปสรรคไปได้ การลงทุนก็เช่นกัน ความผันผวนของตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัย มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ดังนั้น เมื่อนักลงทุนได้แสวงหาเส้นทางการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนเองแล้ว ก็ควรเตรียมใจที่จะพบอุปสรรคที่จะเข้ามา



หากอุปสรรคนั้นเป็นอุปสรรคที่ประเมินไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่น เมื่อตัดสินใจลงทุนในหุ้นของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน อินเดีย หรือรัสเซีย ซึ่งมีโอกาสรับผลตอบแทนสูง ก็ต้องเผื่อใจสำหรับโอกาสที่จะขาดทุนอย่างมากในบางช่วงเวลาด้วยเช่นกัน



วิเชฐเสริมว่าอดทนอย่างเดียวไม่พอ

สำคัญที่สุดคนที่จะเป็นเศรษฐีได้ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา?เพราะคนที่มีสติจะทำให้ตัดสินใจได้ว่าในสถานการณ์นั้นๆ เขาควรตัดสินใจอย่างไร?เช่นถ้าภาวะตลาดหุ้นไม่ดี คนที่มีสติก็อาจจะประเมินและตัดสินใจได้ว่า สถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้เขาควรจะถอนตัวออกหรืออยู่ต่อเพื่อรอ หรือหาจังหวะเข้าลงทุน 

7.ได้ทีมที่ยอดเยี่ยม



กลุ่มคนร่ำรวยยังคงความมั่งคั่งของตัวเองไว้ได้ ด้วยผู้คนแวดล้อมซึ่งเป็นที่ปรึกษาการเงินและกฎหมาย ซึ่งล้วนมีฝีมือเป็นเลิศในแวดวงอาชีพนั้นๆ

นั่นเป็นประเด็นที่เราเห็นได้ว่าบรรดาเศรษฐีเงินล้านมักไม่เดินหน้าสร้างความร่ำรวยโดยลำพัง 



"ลองสังเกตดูสิ?คนที่เป็นเศรษฐีไม่ใช่ว่าทุกคนเกิดมาท่ามกลางคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน?แต่คนเหล่านี้จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีความรู้เรื่องการลงทุน นั่นทำให้เขามีโอกาสได้เรียนรู้แง่มุมและช่องทางต่างๆ ของการลงทุน?ว่าอะไรที่จะทำให้เงินทองของเขางอกเงยขึ้น หรือมีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เงินออกดอกออกผล" วิเชฐให้ทัศนะ 

8.รับฟัง..กลั่นกรอง...นำไปใช้



นิสัยอีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ด้วยความสามารถของตัวเอง คือการแสวงหาคำแนะนำจากที่ปรึกษาเชื่อถือไว้ใจได้ เศรษฐีเหล่านี้รับฟังด้วยความมุ่งมั่นมีใจจดจ่อ จากนั้นพวกเขาก็สามารถนำไปปฏิบัติและตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเพื่อพยายามสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง ดารบุษป์บอกว่าการวางแผนการลงทุนนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิต ซึ่งต้องการความมีเหตุผลสูงกว่าการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้ทั่วไป การฟังเขามาแต่เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะแน่ใจได้ว่าการลงทุนที่เหมาะกับคนอื่นนั้นจะเหมาะกับตัวเราด้วย เช่น เมื่อฟังเพื่อนๆ พูดถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ก็ต้องนำมากลั่นกรองว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด ผลตอบแทนที่ว่าสูงนั้นๆ คุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่ และตัวเรานั้นมีความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงที่ว่านั้นแค่ไหน หรือมีวิธีที่จะลดหรือกระจายความเสี่ยงอย่างไรได้บ้าง โดยอาจต้องศึกษาจากข้อมูลการลงทุนในหนังสือชี้ชวน สอบถามผู้รู้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน

วิเชฐเองก็เห็นด้วยว่าคนจะเป็นเศรษฐีได้เบื้องต้นต้องหัดรับฟังข้อมูล?หาข้อมูลการลงทุนให้เยอะเข้าไว้?จากนั้นก็นำมากลั่นกรอง?เพราะเมื่อได้ข้อมูลเยอะเราต้องกรอง จากนั้นค่อยนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจลงทุน?

"ผมว่านิสัยเหล่านี้เศรษฐีมีทุกคน บางคนข้อมูลเยอะ กลั่นกรองแล้ว แต่ไม่กล้าตัดสินใจที่จะลงทุน?คุณก็เป็นได้แค่นักวิเคราะห์ แต่เป็นเศรษฐีไม่ได้" วิเชฐให้ความเห็นทิ้งท้าย ใน 8 นิสัยเหล่านี้ ลองถามไถ่ตัวเองดูซิว่ามีกี่ข้อ ถ้ามีครบ 8 เตรียมสะกดคำว่าเศรษฐีรอไว้ได้เลย?แต่ถ้าไม่มีสักข้อ ก็ยังไม่สายเกินไปค่อยๆ บ่มเพาะนิสัยเหล่านี้กันใหม่ได้ 
วิธีการลงทุนในทองคำกับความเสี่ยง



การลงทุนในทองคำ เป็นกระแสที่นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความนิยมเป็นอย่างมาก โดยนักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยเหตุผลที่มีอย่างมากมายที่สามารถดึงดูดนักลงทุน เช่น การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาทองคำตามสถิติตั้งแต่ปี 2001 ราคาทองคำได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 150% ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากกำลังการผลิตที่ลดลง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าขณะนี้ราคาทองจะปรับตัวลดลงก็ตาม ความนิยมในการลงทุนก็มิได้ลดน้อยลงเลย บทความนี้ก็อยากจะพูดทั้ง 2 มุมมองของการลงทุนในทองคำไม่ว่าทางตรงโดยการซื้อทองคำแท่งเอง และการลงทุนโดยอาศัยความชำนาญของผู้บริหารกองทุน 

การลงทุนโดยตรง : นักลงทุนส่วนใหญ่แล้วจะนิยมซื้อทองคำแท่ง หรือทองรูปพรรณมาเก็บไว้ ช่วงที่ผ่านมาราคาขึ้นแรงๆ คนก็เอาไปขาย บางช่วงที่ราคาปรับลดลง คนก็ไปซื้อเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร การที่นักลงทุนจะตัดสินใจซื้อหรือขายนั้น ผมอยากแนะนำให้ท่านได้ติดตามสถานการณ์และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อราคาทองคำด้วย เช่น ในช่วงที่ผ่านมาราคาทองปรับตัวสูงขึ้นเพราะอะไร เราก็ต้องไปดูและศึกษาว่า Demand และ Supply นั้นสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าหรือราคาจริงของทองคำไหม หรือเป็นเพราะเกิดจากการเก็งกำไรของ Hedge Fund อย่างที่ผ่านมาไม่กี่เดือน ตัวอย่างที่ผ่านมาสำหรับสถานการณ์การซื้อขายทองคำในช่วงสงกรานต์ จะเห็นได้ว่าความต้องการซื้อทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตามด้วย 

      อย่างไรก็ดี การลงทุนในทองคำก็ถือเป็นการลงทุนที่ใช้ในการลดผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ เนื่องจากถ้าเรามองราคาทองคำระยะยาวแล้ว ทองคำก็ยังคงมีมูลค่าสูงอยู่ดี แม้ปรับลดด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้วก็ตาม
      
การลงทุนผ่านกองทุนรวม :ซึ่งถือเป็นการอาศัยความเชี่ยวชาญของ บลจ. ต่างๆ ซึ่งเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้ เช่น TMB Gold Fund, ING Golden Star link, BT FIF Golden link เป็นต้น อย่างที่เราทราบกันดี การลงทุนในกองทุนรวมมีขั้นตอนในการตัดสินใจพิจารณาหามูลค่าของการลงทุนนั้นๆ ก่อนตัดสินใจซื้อหรือขาย โดยกลยุทธ์การซื้อขายของกองทุนเท่าที่ผมเข้าใจ จะใช้การบริหารเชิงรับ (Passive Investment Strategy) โดยเป็นการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศอีกที ฉะนั้นการลงทุนประเภทนี้ก็ถือเป็นกองทุน FIF อย่างหนึ่ง ถ้าถามว่าปัจจัยใดที่มีผลกระทบต่อเงินลงทุนของกองทุนประเภทนี้ คำตอบคือความผันผวนของราคาทองคำ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ความเสี่ยงด้วยกัน 

      1) ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำ (Price Risk) หมายถึงโอกาสที่ราคาทองในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้นหรือลดต่ำลงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือระยะยาวในบางครั้ง เช่น ในช่วงที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ขายเงินทุนสำรองที่เก็บในทองคำออกมาในตลาด จนทำให้ราคาทองในตลาดโลกลดต่ำลง ทั้งนี้ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจะส่งผลกระทบต่อกองทุน เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาทองในตลาดโลก ดังนั้นหากราคาทองในตลาดโลกลดลงจะส่งผลทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุนลดลงได้
      
      อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำมีความเป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงจากการลงทุนการลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้ ทั้งนี้ จากข้อมูลทางสถิติย้อนหลังที่ทำการศึกษาทั้งในและต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า ผลตอบแทนของทองคำมีค่าความสัมพันธ์กับผลตอบแทนจากการลงทุนในสภาวะที่คาดว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารหนี้มีแนวโน้มลดลง
      
      2) ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Risk) ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศอื่น กล่าวคือ หากค่าเงินบาทมีค่าแข็งขึ้นจากวันที่กองทุนเข้าลงทุนเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ที่เข้าลงทุนนั้น (เช่น จาก 33 บาท ต่อ1ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 31 บาท) จะทำให้กองทุนได้รับดอกเบี้ยตามงวดและ/หรือเงินต้นเมื่อครบกำหนดของตราสารเป็นเงินบาทในจำนวนที่น้อยลง ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนต่ำกว่าที่คาดไว้ ในทางกลับกัน หากค่าเงินบาทมีค่าอ่อนลง (เช่น จาก 33 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 35 บาท) จะทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนเมื่อคำนวณเป็นสกุลเงินบาทมากขึ้น
      
      สรุป : การลงทุนในทองคำถือเป็นการกระจายการลงทุนอีกวิธีหนึ่งนอกเหนือจาก การลงทุนต่างๆ ที่กล่าวมาในบทความที่แล้ว (?จัดพอร์ตการลงทุน?) และนิยมใช้เป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงในการลงทุน เนื่องจากการวิจัยและศึกษาโดยหาค่า Correlation กับการลงทุนประเภทอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้ ตราสารทุน แล้ว มีค่า Correlation ที่ต่ำ จึงถือเป็นการกระจายลงทุนที่ดีในช่วงที่ตราสารหนี้ และตราสารทุนมีความผันผวน
เคล็ด (ไม่) ลับ กับวัยเริ่มทำงาน


เวลาที่มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการวางแผนทางการเงิน และบริหารเงินออมเพื่อการเกษียณให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเพียงพอต่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหลังเกษียณนั้นมักจะมีคำถามที่ถามกันบ่อยจากท่านที่เพิ่งก้าวเข้ามาสู่ช่วงชีวิตของทำงาน เช่น คำถามว่าเร็วเกินไปหรือไม่ที่จะออมเงินเพื่อการเกษียณ  หรือคำถามที่ว่าเพิ่งทำงานยังไม่พ้นช่วงทดลองงานเลย ทำไมต้องรีบออมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณด้วย

         วันนี้ผมจึงขอเล่าประสบการณ์การออมของผมให้ผู้ที่เพิ่งเรียบจบ หรือเริ่มเข้าสู่วัยทำงานให้ฟังครับ ท่านเชื่อหรือไม่ครับว่าช่วงแรกๆ ของการทำงานของผมได้มีความตั้งใจว่าทุกๆ เดือนเมื่อใช้จ่ายแล้วเหลือเท่าไรก็จะออมเพื่ออนาคตที่มั่งคั่ง ตามความฝันของคนที่เพิ่งมีงานทำ  ปรากฎว่าความคิดที่จะออมหลังจากใช้จ่ายนั้นได้ทำให้ผมกลายเป็นบุคคลที่มีเงินเดือนเท่าไรก็ไม่ค่อยพอใช้เท่านั้นครับ หรือที่เรียกว่าชักหน้าไม่ถึงหลัง และผมไม่สามารถเก็บออมเงินได้เลย  ต่อมาผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการออมเงินชื่อว่า ?ออมก่อน รวยกว่า? ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จัดพิมพ์ขึ้น แต่งโดย คุณนวพร เรืองสกุล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เนื้อหาของหนังสือมีการนำเสนอแนวคิดด้านการออมและการลงทุนไว้ โดยใช้ภาษาที่ง่าย ๆ ซึ่งต่อมาหนังสือเล่มนี้ได้ทำให้ผมต้องกลับมาคิดว่าหากออมก่อนแล้วจึงค่อยนำไปใช้ น่าจะเป็นวิธีที่จะทำให้ผมมีเงินเหลือเก็บได้ ผมจึงเริ่ม ?ออมก่อน ใช้ทีหลัง? และด้วยวิธีนี้ทำให้ทุกวันนี้ผมมีเงินเหลือพอที่จะนำไปลงทุนให้งอกเงยเพื่อที่จะได้มีโอกาสมีเงินใช้อย่างเพียงพอสำหรับชีวิตหลังเกษียณ

         หลายท่านที่เพิ่งจบการศึกษาไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นวางแผนเพื่อการเกษียณอย่างไร  ผมมีเคล็ด(ไม่)ลับ เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มทำงาน มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ครับ 
                    
         การมีวินัย   โดยหัก 10%ของรายรับเก็บเอาไว้เป็นเงินออมนั่นคือในแต่ละเดือนหรือทุกครั้งที่มีรายได้เข้ามา ต้องหักไว้อย่างน้อย 10% อย่างประจำและสม่ำเสมอที่เหลือจึงนำมาใช้จ่ายได้ หากท่านเริ่มมีวินัยในการออมเงินเป็นเหมือนที่ผมได้บอกไว้ได้เร็วเท่าไร ท่านก็สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วเท่านั้นครับ  
                   
         การทำบัญชีรับจ่ายรายสัปดาห์ หรือรายเดือน  วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย และทำให้เรารู้ค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ท่านสามารถประเมินการใช้เงินของตัวเองได้ทุกๆเดือน ทว่าบางท่านอาจจะเลือกทำบัญชีรับจ่ายเป็นรายวันก็ได้ครับ หากท่านมีเวลาพอ  แต่สำหรับผมเลือกที่ทำเป็นรายสัปดาห์ครับ เพราะทำเป็นรายวันบางครั้งก็ลืม หรือไม่มีเวลาครับ 
                   
         การมีสติในการใช้จ่าย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้จ่ายบัตรเครดิต เช่น หากท่านต้องการซื้อกระเป๋า หรือสิ่งของราคาแพงๆ โดยใช้บัตรเครดิตก็ขอให้ระงับการใช้หรือยับยั้งชั่งใจ และขอให้เก็บเงินจนกระทั้งสามารถซื้อของสิ่งนั้นได้ มิเช่นนั้นหากท่านสร้างนิสัยการซื้อของด้วยบัตรเครดิตอย่างขาดความระมัดระวังจะทำให้ท่านมีโอกาสที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามรอบระยะเวลาการเรียกเก็บ 
                   
         การสำรองเงินเผื่อฉุกเฉิน  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ต้องการใช้เงินฉุกเฉิน  เงินก้อนนี้เป็นเงินส่วนที่ท่านมีเงินเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆแล้ว ทั้งนี้ท่านควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อยที่สุดเท่ากับค่าใช้จ่ายต่อเดือนรวมกัน 3-6 เดือน โดยเงินสำรองนี้ท่านควรเก็บไว้ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด และมีสภาพคล่องสูงเพื่อสามารถเบิกออกมาใช้ได้ยามที่เราต้องการ เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตลาดเงินที่สามารถไถ่ถอนได้ทุกวันทำการ 
                   
         การป้องกันความเสี่ยงของชีวิต  โดยการทำประกันชีวิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวท่านและครอบครัวของท่าน   หากท่านเป็นกำลังหลัก หรือเป็นผู้ที่หารายได้หลักๆ ของครอบครัว การทำประกันชีวิตยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ  
                   
         การรู้จักเลือกลงทุน  เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงินกับธนาคารและชนะเงินเฟ้อ  ภายใต้ความเสี่ยงที่ตนเองรับได้  ซึ่งท่านควรที่จะสำรวจว่ายอมรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน  นั่นคือ ถ้าในการลงทุนหนึ่งๆ ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หากท่านมีโอกาสต้องสูญเสียเงินไปเพื่อแลกกับผลตอบที่จะได้รับกลับมา ท่านจะต้องมีเงินเหลือโดยไม่เดือดร้อน ทั้งนี้ขอให้ท่านระลึกอยู่เสมอว่าการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง  

         ทั้งหมดที่กล่าวมาผมหวังว่าท่านผู้อ่านจะนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปใช้เพื่อเริ่มต้นจัดการ การลงทุนในเบื้องต้นให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้  และข้อสำคัญขอให้ผู้อ่านใช้เวลาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนอย่างเต็มที่ หากไม่แน่ใจ หรือสงสัยให้ค้นหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญทางการเงินการลงทุน เพื่อให้เกิดความเข้าใจโดยละเอียดก่อนการลงทุนครับ

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


สมการล้างโลก...




     “การลงทุน” (investment) หมายถึง การซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือหลักทรัพย์ของบุคคลหรือสถาบัน ซึ่งให้ผลตอบแทนเป็นสัดส่วนกับความเสี่ยงตลอดเวลาอันยาวนานประมาณ 10 ปี แต่อย่างต่ำไม่ต่ำกว่า 3 ปี การลงทุนแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 3 ประเภท คือ (เพชรี ขุมทรัพย์, 2544, หน้า 1-2)

1. การลงทุนเพื่อการบริโภค (consumer investment)
2. การลงทุนในธุรกิจ (business or economic investment)
3. การลงทุนในหลักทรัพย์ (financial or securities investment)

     การลงทุนเพื่อการบริโภค (consumer investment) การลงทุนของผู้บริโภคจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการซื้อสินค้าประเภทคงทนถาวร (durable goods) เช่น รถยนต์ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า ตู้เย็น โทรทัศน์ เป็นต้น การลงทุนในลักษณะนี้ไม่ได้หวังในกำไรในรูปของตัวเงิน แต่ผู้ลงทุนหวังความพอใจในการใช้สินทรัพย์เหล่านั้นมากกว่า

     การซื้อบ้านเป็นที่อยู่อาศัยถือได้ว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งของผู้บริโภค หรือที่เรียกว่า ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (real estate investment) เงินที่จ่ายซื้อเป็นเงินที่ได้จากการออม การซื้อบ้านเป็นที่อยู่อาศัยนอกจากจะให้ความพอใจแก่เจ้าของแล้ว ในกรณีที่อุปสงค์ (demand) ในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นมากกว่าอุปทาน (supply) มูลค่าของบ้านที่ซื้อไว้อาจสูงขึ้น หากขายจะได้กำไรซึ่งถือได้ว่าเป็นเพียงผลพลอยได้

     การลงทุนในธุรกิจ (business or economic investment) การลงทุนในความหมายเชิงธุรกิจ หมายถึง การซื้อทรัพย์สินเพื่อประกอบธุรกิจหารายได้ โดยหวังว่าอย่างน้อยที่สุดรายได้ที่ได้นี้เพียงพอที่จะชดเชยกับความเสี่ยงในการลงทุน มีข้อสังเกตว่าเป้าหมายในการลงทุนของธุรกิจ คือกำไร กำไรจะเป็นตัวดึงดูดผู้ลงทุนนำเงินมาลงทุน การลงทุนตามความหมายนี้จะกล่าวโดยสรุปได้ว่า เป็นการนำเงินออม (saving) หรือเงินที่สะสมไว้(accumulated fund) และ/หรือเงินกู้ยืมจากธนาคาร (bank credit) มาลงทุนเพื่อจัดสร้างหรือจัดหาสินค้าประเภททุน ซึ่งประกอบด้วยเครื่องจักร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ได้แก่ การลงทุนในที่ดิน โรงงาน และอาคารสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ผลิตสินค้า และบริการเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค ธุรกิจที่ลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้มุ่งหวังกำไรจากการลงทุนเป็นผลตอบแทน

    การลงทุนในหลักทรัพย์ (financial or securities investment) การลงทุนตามความหมายทางการเงิน หรือการลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นการซื้อสินทรัพย์ (asset) ในรูปของหลักทรัพย์ (securities) เช่น พันธบัตร (bond) หุ้นกู้หรือหุ้นทุน (stock) การลงทุนในลักษณะนี้เป็นการลงทุนทางอ้อม ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนทางธุรกิจ ผู้มีเงินออมเมื่อไม่ต้องการที่จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจเอง เนื่องจากมีความเสี่ยงหรือผู้ออมยังมีเงินไม่มากพอ ผู้ลงทุนอาจนำเงินที่ออมได้จะมากหรือน้อยก็ตามไปซื้อหลักทรัพย์ที่เขาพอใจที่จะลงทุนโดยให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย หรือเงินปันผลแล้วแต่ประเภทหลักทรัพย์ที่ทำการลงทุน นอกจากนี้ผู้ลงทุนอาจจะได้ผลตอบแทนอีกลักษณะหนึ่งก็คือ กำไรจากการขายหลักทรัพย์ (capital gain) หรือการขาดทุนจากการขายหลักทรัพย์ (capital loss) อัตราผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนได้จากการลงทุนที่เรียกว่า yield ซึ่งไม่ได้หมายถึงอัตราดอกเบี้ยหรือเงินปันผลที่ได้รับเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้คำนึงถึงกำไรจากการขายหลักทรัพย์ หรือขาดทุนจากการขายหลักทรัพย์ที่เกิดขึ้น หรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้น yield ที่ผู้ลงทุนได้รับจากการลงทุนไม่ว่าจะมาก หรือน้อยก็ย่อมขึ้นอยู่กับความเสี่ยง (risk) ของหลักทรัพย์ที่ลงทุนนั้น ๆ โดยปกติแล้ว ผู้ลงทุนพยายามเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ณ ระดับความเสี่ยงหนึ่ง

     การลงทุนในหลักทรัพย์ หมายถึง การซื้อหลักทรัพย์ที่ได้มีการวิเคราะห์อย่างเหมาะสม และเป็นหลักทรัพย์ที่ผู้ลงทุนมีความพึงพอใจในอัตราผลตอบแทนที่คาดว่า จะได้ ทั้งนี้ได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ลงทุ


จุดมุ่งหมายในการลงทุน 

     ผู้ลงทุนต่างก็มีจุดมุ่งหมายในการลงทุนของตัวเองตามความต้องการ และภาวะแวดล้อมของผู้ลงทุนซึ่งพอจะแบ่งจุดมุ่งหมายดังกล่าวในลักษณะต่าง ๆ ได้ ดังนี้ (เพชรี ขุมทรัพย์, 2544, หน้า 4-6)

1. ความปลอดภัยของเงินลงทุน (security of principal) ความปลอดภัยของเงินลงทุนนอกจากจะหมายความถึง การรักษาเงินทุนเริ่มแรกให้คงไว้แล้วถ้ามองให้ไกลอีกนิด ยังหมายความถึงการป้องกันความเสี่ยงซึ่งเกิดจากอำนาจซื้อที่ลดลง เป็นผลจากภาวะเงินเฟ้ออีกด้วย จากความหมายดังกล่าว การลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีกำหนดระยะเวลาคืนเงินต้นจำนวนแน่นอน ซึ่งได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ และหุ้นบุริมทสิทธิที่มีกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนของบริษัทที่มั่นคงก็อยู่ในความหมายนี้ นอกจากนี้การลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทที่มีฐานะมั่นคง และกำลังขยายตัวก็อยู่ในความหมายนี้เช่นกัน

2. เสถียรภาพของรายได้ (stability of income) ผู้ลงทุนมักจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้รายได้สม่ำเสมอ ทั้งนี้เนื่องจากรายได้ที่สม่ำเสมอ เช่น อัตราดอกเบี้ย หรือเงินปันผลหุ้นบุริมสิทธิ ผู้ลงทุนสามารถทำแผนการใช้เงินทุนได้ว่า เขาจะนำรายได้ที่ได้นี้ไปใช้เพื่อการบริโภคหรือเพื่อลงทุนใหม่ต่อไป นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ย หรือเงินปันผลที่ได้รับเป็นประจำย่อมมีค่ามากกว่าดอกเบี้ย หรือเงินปันผลที่เขาสัญญาว่าจะให้ในอนาคตซึ่งยังไม่แน่ว่าจะได้ตามที่เขาสัญญาหรือไม่

3. ความงอกเงยของเงินลงทุน (capital growth) ตามกฎทั่ว ๆ ไปแล้ว ผู้ลงทุนมักจะตั้งจุดมุ่งหมายว่าพยายามจัดการให้เงินทุนของเขาเพิ่มพูนขึ้นทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ความงอกเงยของเงินทุนที่จะเกิดขึ้นได้จากการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่กำลังขยายตัว (growth stock) เท่านั้น การนำรายได้ที่ได้รับไปลงทุนใหม่ ก็จะก่อให้เกิดการงอกเงยของเงินทุนได้พอดี ๆ กับการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่กำลังขยายตัว ผู้ลงทุนส่วนมากจะเพิ่มมูลค่าของเงินทุนของเขาโดยการนำดอกเบี้ยและเงินปันผลที่ได้รับไปลงทุนใหม่ ความงอกเงยของเงินทุนนี้ให้ประโยชน์แก่ผู้ลงทุนในแง่ที่ว่า (1) เพื่อปรับฐานะผู้ลงทุนในระยะยาวให้ดีขึ้น (2) เพื่อรักษาอำนาจซื้อให้คงไว้ (3) เพื่อให้การจัดการคล่องตัวดีขึ้น

4. ความคล่องตัวในการซื้อขาย (market ability) หมายถึง หลักทรัพย์ที่สามารถซื้อหรือขายได้ง่ายและรวดเร็ว ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับราคา ขนาดของตลาดหลักทรัพย์ที่หุ้นนั้นจดทะเบียน ขนาดของบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ จำนวนผู้ถือหุ้น และความสนใจที่ประชาชนทั่ว ๆ ไปมีต่อหุ้นนั้น หุ้นที่มีราคาสูงมักจะขายได้ยากกว่าหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า ยกตัวอย่างง่าย ๆ หุ้นราคา 500 บาท ย่อมขายได้ยากกว่าหุ้นราคา 50 บาท เป็นต้น

     สถานที่ซื้อขายหุ้นก็มีส่วนที่ทำให้หุ้นขายได้คล่องหุ้นที่ซื้อขายใน New York Stock Exchange หรือ American Stock Exchange ย่อมให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนมากกว่า และขายได้เร็วกว่าหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหุ้นเล็ก ๆ

     หุ้นของบริษัทใหญ่จำหน่ายได้ยากกว่าหุ้นของบริษัทเล็ก ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทใหญ่มีหุ้นออกจำหน่ายจำนวนมาก ทำให้การซื้อขายดำเนินติดต่อกันตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้หุ้นของบริษัทใหญ่จึงมีความคล่องตัวมากกว่า

5. ความสามารถในการเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที (liquidity) เมื่อหลักทรัพย์ที่จะลงทุนมี liquidity สูง ความสามารถในการหากำไร (profitability) ก็ย่อมจะลดลง ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มี liquidity หรือหลักทรัพย์ที่ใกล้เคียงกับเงินสด เพราะหวังว่าหากโอกาสลงทุนที่น่าดึงดูดใจมาถึง เขาจะได้มีเงินพร้อมที่จะลงทุนได้ทันที การจัดการสำหรับเงินทุนส่วนนี้ ผู้ลงทุนอาจจะแย่งสรรปันส่วนจากเงินลงทุนเพื่อการนี้โดยเฉพาะ หรืออาจใช้เงินปันผล หรือดอกเบี้ยที่ได้รับมาเพื่อซื้อหุ้นใหม่ดังกล่าวก็ได้

6. การกระจายเงินลงทุน (diversification) วัตถุประสงค์ใหม่ก็คือต้องการที่จะกระจายความเสี่ยง และการกระจายความเสี่ยงลงทุนในหลักทรัพย์กระทำได้ 4 วิธี คือ
     6.1 ลงทุนผสมระหว่างหลักทรัพย์ที่มีหลักประกันในเงินลงทุน และมีรายได้จากการลงทุนแน่นอนกับหลักทรัพย์ที่มีรายได้ และราคาเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามภาวะธุรกิจ
     6.2 ลงทุนในหลักทรัพย์หลายอย่างปนกันไป
     6.3 ลงทุนในหลักทรัพย์ของธุรกิจที่มีความแตกต่างทางด้านภูมิศาสตร์ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมหรือภัยธรรมชาติ เป็นต้น
     6.4 ลงทุนในหลักทรัพย์ของธุรกิจที่มีลักษณะการผลิตที่ต่างกันแบบ vertical หรือ horizontal ถ้าเป็นแบบ vertical หมายถึง การลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนสินค้าสำเร็จรูป ถ้าเป็นแบบ horizontal เป็นการลงทุนในกิจการที่ประกอบธุรกิจในลักษณะเดียวกัน

7. ความพอใจในด้านภาษี (favorable tax status) ฐานะการจ่ายภาษีของผู้ลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ผู้บริหารลงทุนต้องให้ความสนใจ ปัญหาคือว่าจะทำอย่างไร จึงจะรักษารายได้และกำไรจากการขายหลักทรัพย์ (capital gain) ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การจ่ายภาษีในอัตราก้าวหน้าจากเงินได้พึงประเมินทำให้ยากแก่การรักษาจำนวนรายได้นั้นไว้ ผู้ลงทุนอาจเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้จากเงินได้พึงประเมินดังกล่าว โดยทำการลงทุนในพันธบัตรที่ได้รับการยกเว้นภาษีหรือซื้อหลักทรัพย์ที่ไม่มีการจ่ายเงินปันผลในเวลานี้ แต่จะได้ในรูปกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในอนาคต สำหรับในต่างประเทศอัตราภาษีที่เก็บจากกำไรจากการขายหลักทรัพย์นั้นต่างกัน กำไรจากการขายหลักทรัพย์ที่ได้จากการขายสินทรัพย์ประเภททุน (capital asset) ผู้ที่ลงทุนครอบครองไว้เป็นเวลา 6 เดือนหรือมากกว่านี้ จะเสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 25% ในการบริหารเงินลงทุน ผู้จัดการเงินลงทุนต้องดูว่า ผู้ลงทุนท่านนี้ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราสูงสุดเท่าไร ถ้าเขาเสียภาษีในอัตรา 50% หรือสูงกว่า 50% แล้ว เขาควรลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้กำไรจากการขายหลักทรัพย์หรือพันธบัตรที่ได้รับการยกเว้นภาษี

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


กระบวนการจิตวิทยาการลงทุนบำบัด (Trading Tribe Process) 




นักลงทุนที่พยายามหลอกตัวเองหรือไม่กล้าเผชิญหน้าต่อความผิดพลาดในการลงทุนของเขานั้น ย่อมที่จะต้องขาดทุนต่อไปและขาดทุนต่อไปเรื่อยๆจนหมดตัว นอกจากนี้แล้ว นักลงทุนที่ไม่ได้เรื่องก็มักที่จะดึงดูดกันเองอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่มันเกิดจากกลไกเบื้องลึกในจิตใจของเราต่างหาก ลองอ่านบทความชิ้นนี้ซึ่งเขียนโดย Ed Seykota เซียนหุ้นระดับโลกดูนะครับ
ขอเกริ่นนำนิดนึงว่าบทความนี้ Ed Seykota ได้เขียนเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางให้กับการบำบัดจิตใจซึ่งส่งผลให้เกิดพฤติกรรมแย่ๆในการลงทุน โดยใช้การบำบัดในลักษณะของการจับกลุ่มพูดคุยแบบเปิดใจถึงข้อผิดพลาดในการลงทุนที่เกิดขึ้น เรียกว่า Trading Tribe Proces (คล้ายๆกับการสารภาพบาป) เพื่อที่จะทำให้ตัวของเราไม่ “เก็บกด” เอาความรู้สึกแย่ๆไว้จนกลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีในการลงทุนออกมาโดยไม่รู้ตัว
ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น บางคนอาจติดหุ้นอยู่แต่หลอกตัวเองหรือทำเป็นมองข้ามไปเรื่อยๆ จนในที่สุดแล้วเนื่องจากการที่เราพยายามปิดกั้นมันมาตลอด หากเรายังคงขาดทุนอยู่หนักเข้าๆเราก็อาจระเบิดมันออกมาโดยแสดงพฤติกรรมแบบสุดโต่งออกมาไม่รุ้ตัว ประมาณว่าอาจเก็บกดจากการขาดทุนมานาน เลยหน้ามืดเดิมพันหมดหน้าตักทั้งที่รู้ว่าไม่ควรทำเพียงเพราะอยากจะลืมความรู้สึกแย่ๆจากการขาดทุนที่หลอกตัวเองมานาน … ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณโชคร้ายพอก็อาจต้องขาดทุนบักโกรกก็ได้
สิ่งเหล่านี้เองเป็นที่มาของวลีเด็ดจาก Ed Seykota ที่ว่า
“ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน พวกเราทุกๆคนต่างก็ได้รับในสิ่งที่เราต้องการจากตลาดอยู่แล้ว”
นั่นก็เพราะถึงแม้ว่ามันอาจดูเหมือนว่าทุกเข้าจะเข้ามาเล่นหุ้นเนื่องจากต้องการผลกำไร แต่สุดท้ายแล้วพวกเราก็มักที่จะทำ (หรือตกเป็นเหยื่อ) ในสิ่งที่จิตใต้สำนึกพยายามที่จะระบายมันออกมาแทนนั่นเอง และต่อไปนี้ก็คือบทความดีๆจาก Ed Seykota ครับ!

กระบวนการจิตวิทยาการลงทุนบำบัด The Trading Tribe Process

เป็นที่รู้กันดีว่านักเล่นหุ้นส่วนใหญ่นั้น มักค่อนข้างที่จะหวงแหนความเป็นส่วนตัวและรักอิสระเป็นอย่างสูง การอยู่เพียงลำพังและทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองนั้นดูจะเป็นส่วนหนึ่งในวัฒธรรมของพวกเราไปแล้ว
อย่างไรก็ตามพวกเราทุกๆคนต่างก็รู้ดีว่า อารมณ์ความนึกคิดรวมถึงสัญชาติญาณต่างๆของพวกเรา มักที่จะถูกสะท้อนออกมาในพฤติกรรมการเล่นหุ้นของพวกเราเองเช่นกัน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมพวกเราจึงพยายามที่จะฝึกฝนจิตใจของตนเองให้มากที่สุด เพราะนั่นก็เพื่อที่จะพัฒนาทักษะในการเล่นหุ้นให้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง และนี่ก็คือสิ่งที่กระบวนการจิตวิทยาการลงทุนบำบัด “Trading Tribe Process (TPP)” จะเข้ามาช่วยในจุดนี้ เนื่องจากในการที่เราจะสามารถพัฒนาทักษะที่มีความข้องเกี่ยวกันของ Ego และ จิตใต้สำนึกได้นั้น มันค่อนข้างเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในการที่จะบรรลุเป้าหมายได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง แต่มันกลับเป็นเรื่องง่ายขึ้นที่เราจะสามารถพัฒนาและฝึกฝนทักษะเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเราได้อยู่ร่วมเป็นกลุ่มกัน
กระบวนการจิตวิทยาการลงทุนบำบัด (TPP) นั้นตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อวิเคราะห์ลงไปในจิตใจของพวกเราลึกๆแล้ว พวกเราทุกคนต่างก็ไม่ได้เป็นอิสระจากกันไปอย่างสิ้นเชิง พวกเราทุกคนล้วนแล้วแต่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่และยังมีความเกี่ยวโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ด้วยความเข้าใจในสิ่งต่างๆเหล่านี้ มันจึงช่วยทำให้กำแพงที่ขวางกั้นระหว่างจิตใจและร่างกาย, ภายนอกและภายใน รวมถึงตัวตนของคุณกับโลกภายนอกได้ถูกพังทลายลงไป และนี่จะเป็นสิ่งช่วยให้คุณรู้จักกับตัวตนของคุณได้อย่างมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

Fred – สัญชาติญาณที่ควบคุมพฤติกรรมต่างๆของเรา

ข้อมูลข่าวสารต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นจะวิ่งเข้าสู่จิตใจของเราผ่านประสาทสัมผัสและไหลไปยังสิ่งที่เรียกว่า Fred …
Fred คือส่วนหนึ่งในจิตใจของพวกเรา โดยที่คนส่วนใหญ่อาจที่จะเรียกมันว่า จิตใต้สำนึก (Subconscious), ระบบลิมบิค (Limbic System) ,สมองในส่วนที่คล้ายกับผลอัลมอนด์ (Amygdala), สมองส่วนหลัก หรือแม้แต่กระทั่งสัญชาตญาณ
โดยปกติแล้ว Fred จะตอบสนองต่อภยันตรายและโอกาสต่างๆที่ผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วไปตามอารมณ์โดยอัตโนมัติ ยกตัวอย่างเช่น หากว่าคุณเอามือแตะไปที่ของที่มีความร้อนบางอย่าง Fred จะทำงานในทันที และมันจะบังคับให้ตัวของคุณดึงมือออกมาจากภยันตรายตรงนั้นก่อนที่สมองในส่วนของ “จิตสำนึก” (Conscious Mind “CM”) จะเคยรู้จักว่ามันคืออะไรมาก่อนเสียด้วยซ้ำ
Fred นั้นทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมและการกระทำหลายๆอย่างของพวกเรา พวกมันคือผู้ที่ควบคุมการสื่อสารของเรา โดย Fred จะทำหน้าที่จัดการกระบวนการขยับปาก, เส้นเสียง และการแสดงออกทางสีหน้าของเราโดยอัตโนมัติ  นอกจากนี้แล้ว Fred ยังทำหน้าที่ปรับความสมดุลต่างๆของเราเมื่อเราพยายามทรงตัวอยู่บนจักรยานอีกด้วย โดยที่กิจกรรมทั้งหมดต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกดำเนินการโดยไม่ผ่านจิตสำนึกหรือ “CM” ของเราเลย หลังจากนั้น Fred จะเก็บข้อมูลต่างๆที่เราได้พบเจอในรูปแบบของ “ประสบการณ์” โดยที่ประสบการณ์เหล่านี้อาจรวมถึงความรู้สึก, ภาพต่างๆ หรือแม้กระทั่งจุดอ้างอิงไปยังประสบการณ์อื่นๆด้วย

จิตสำนึก “CM” ผู้ที่ทำหน้าที่ขบคิดและตัดสินใจว่าจะตอบสนองกับสิ่งต่างๆอย่างไร

เมื่อ CM ของเราได้รับข้อมูลข่าวสารต่อมาจาก Fred มันจะนำตรรกะเหตุผล (Logic) และกระบวนการตัดสินใจ (Judgement) เข้ามา เพื่อประมวลผลว่าเราควรที่จะตอบสนองต่อข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น CM จะรู้ว่าหากมีกระต่ายกระโดดผ่านไปยังด้านหลังของต้นไม้และไม่กลับออกมา มันจะประมวลผลว่ากระต่ายตัวนั้นควรที่จะอยู่ด้านหลังของต้นไม้ต้นนั้น โดยที่ CM ของเราสามารถแม้กระทั่งที่จะสับเปลี่ยนภาพของต้นไม้ออกไปให้เหลือแต่ความว่างเปล่า และ “เห็น” ว่ามีกระต่ายกำลังซ่อนอยู่ด้านหลังต้นไม้ต้นนั้น นอกจากนี้แล้ว CM ยังจะช่วยในการประมวลการตัดสินใจของ Fred ในสถานการณ์ต่างๆให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย โดยเมื่อ Fred และ CM สามารถที่จะทำงานประสานกันได้อย่างเป็นปกตินั้น CM จะเป็นผู้ที่ช่วยปรับการตอบสนองต่อข้อมูลต่างๆที่เกิดขึ้นให้กับ Fred นั่นเอง

สติปัญญาคือผลของการทำงานร่วมกันระหว่าง Fred กับ CM

เมื่อมีสถานการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้นกับเรา Fred จะดึงเอาประสบการณ์ที่มีความใกล้เคียงที่สุดที่มันรู้จักเข้ามาประมวลผลและตอบสนองไปตามความเหมาะสมให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนมอบดอกไม้ให้กับคุณ แต่ทันใดนั้นก็มีผึ้งบินออกมาพร้อมกับต่อยคุณเข้าที่จมูกอย่างแรง Fred จะเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นนี้เข้าไปอยู่ในรูปของประสบการณ์ความเจ็บปวดของคุณ และมันจะยังคงเชื่อมต่อประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนี้กับประสบการณ์ของความเจ็บปวดต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่ CM จะค่อยๆทำหน้าที่ปรับการประมวลผล ว่าคุณควรที่จะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรหากว่าสถานการณ์นี้เกิดขึ้นมาอีกครั้ง โดยสิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในลักษณะของการครุ่นคิด, รำพึงรำพัน, การฝันหรือแม้แต่การเพ้อฝัน หรือเป็นอาการอื่นๆที่เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นตามมาหลอกหลอน โดยในท้ายที่สุดแล้ว CM ของคุณอาจแนะนำให้ Fred นั้นวิ่งหนีไปเมื่อเจอกับดอกไม้ หรือเมื่อเจอกับคนที่กำลังถือช่อดอกไม้อยู่นั่นเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เมื่อมีใครสักคนพยายามที่จะยื่นดอกไม้ให้กับคุณ Fred จะทำให้คุณรู้สึกคันจมูกขึ้นมาและก้าวเท้าถอยหลังออกมาในทันที เพราะนี่คือผลของกลไกการเตือนภัยเพื่อปกป้องตัวของคุณเอง (Protective Warning “PW”) แต่ต่อมาหากว่าคุณค่อยๆเก็บสั่งสมประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้พบเจอกับดอกไม้โดยไม่มีผึ้งอยู่ ในที่สุดแล้ว CM จะค่อยๆสามารถแนะนำให้ Fred ปรับเปลี่ยนการตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จนในที่สุดเมื่อคุณเจอต้องเจอกับการรับช่อดอกไม้ คุณก็อาจสามารถที่จะค่อยๆจ้องมองช่อดอกไม้นั้น เพื่อให้แน่ใจได้ว่าไม่มีผึ้งอยู่ในนั้นก่อนที่จะยื่นจมูกดมดอกไม้ลงไป
โดยทั่วไปแล้ว Fred และ CM จะทำงานร่วมกันไปเองตามธรรมชาติ คล้ายๆกับการสนทนากันไปมาเรื่อยๆ โดยในบุคคลซึ่งมีสุขภาพสมบูรณ์นั้น เมื่อ Fred ส่งสัญญาการเตือนภัยเพื่อปกป้องตนเอง (PW) ออกมา CM ก็มักที่จะตอบสนองต่อมันได้อย่างชาญฉลาด

ต้นกำนิดของพฤติกรรมสุดโต่ง (Drama) และการสะดุดของการลื่นไหลของประสบการณ์

เนื่องจากสภาวะสังคมในยุคใหม่นั้น ได้สอนให้เราพยายามที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้อยู่เสมอ พวกเราจึงได้เรียนรู้ที่จะปิดซ่อนพวกมันเอาไว้, บ่ายเบี่ยงต่อมัน, หลอกตัวเอง หรือแม้กระทั่งกดความรุ้สึกเหล่านั้นเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ผลก็คือพวกเราจึงพยายามที่จะตัดการติดต่อสื่อสารระหว่างอารมณ์และเหตุผลของตัวเราเองออกไป ยกตัวอย่างเช่น มันมักที่จะมีคนบอกกับเราอยู่เสมอว่า “คุณไม่ควรรู้สึกอย่างนั้น” หรือสุภาพบรุษควรที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ และสุภาพสตรีก็ควรที่จะเก็บความเกรี้ยวกราดเอาไว้เช่นกัน นอกจากนี้แล้ว เด็กนักเรียนก็ควรที่จะนั่งนิ่งๆเรียงเป็นแถว และห้ามไม่ให้ปลดปล่อยความรู้สึกต่อระบบการเรียนของพวกเขา การพยายามที่จะอดกลั้นอารมณ์เหล่านี้ จึงมักที่จะทำให้การสื่อสารที่สำคัญมากๆระหว่าง Fred และ CM เกิดการสะดุดขึ้นมานั่นเอง และเมื่อเกิดการสะดุดของการถ่ายโอนประสบการณ์ต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ Fred จะพยายามที่จะส่งผ่านประสบการณ์เหล่านั้นออกมาซ้ำๆอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย เพื่อที่จะให้ประสบการณ์เหล่านี้สามารถส่งผ่านไปยัง CM ได้นั่นเอง
CM ของเรานั้นอาจได้รับการเรียนรู้ทางอ้อมจากพ่อแม่หรือบุคคลใกล้ชิดในชีวิตของเรา ว่าความรู้สึกบางอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ “แย่” หรือเป็นสิ่งที่เราไม่ควรที่จะรู้สึกเช่นนั้น CM จึงเชื่อมโยงความรู้สึกเหล่านั้นให้กลายเป็นสิ่งที่อันตรายและพยายามที่จะปัดป้องมันออกไป นอกจากนี้แล้ว CM ยังอาจแม้กระทั่งชี้นำให้ Fred นั้น “ตัดสิน” ที่จะปิดกั้นความรู้สึกนั้นออกไปด้วย ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าน็อต (K-not) หรือสิ่งที่ผูกเอาความรู้สึกที่เกิดขึ้นไว้ว่าเป็นสิ่งที่แย่กับตัวของเรา
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม Fred จะยังคงพยายามที่จะส่งผ่านประสบการณ์ไปสู่ CM อยู่เช่นเคย และมันจะค่อยๆยกระดับความรุนแรงของมันขึ้นเรื่อยๆ Fred จะพยายามกดดันส่งผ่านความรู้สึกออกมา จนในที่สุดมันอาจส่งผ่านออกมาในลักษณะของการฝันกลางวัน, เพ้อฝัน หรือการฝันร้ายในยามดึก ซึ่งสุดท้ายแล้ว Fred อาจพยายามหาที่อยู่ให้ประสบการณ์เหล่านั้นใน “โลกภายนอก” แทนที่จะเก็บอยู่ในตัวมัน และส่งผลให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่สุดโต่ง (Drama) ขึ้นมานั่นเอง ทั้งที่โดยทั่วไปแล้วนั้น จุดประสงค์ของกลไกการปกป้องตัวเราเอง (PW) นั้นเกิดขึ้นก็เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงจากการเกิด Drama ขึ้นมา แต่เมื่อเราพยายามที่จะปิดกั้นมันเอาไว้ มันจึงกลับกลายเป็นผลทำให้เกิด Drama ขึ้นมาแทน และเมื่อ Drama ได้ค่อยๆถูกระบายออกมา มันก็ยิ่งไปกระตุ้นความรู้สึกเก่าๆเหล่านั้นขึ้นมาอีก คุณจึงมักจะต้องประหลาดใจและโมโหตัวเองสุดๆ เมื่อพบว่าคุณต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่คุณไม่ชอบและไม่ต้องการอยู่ซ้ำๆเรื่อยไป
หากว่าต่อมา CM ของคุณยังคงไม่ได้รับข้อมูลที่ส่งออกมา สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือการที่ Drama จะยังคงเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆซ้ำๆ ในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆเป็นปีๆหรือแม้กระทั่งชั่วชีวิตของคุณเอง โดยจากตัวอย่างที่เราได้พูดถึงกันไปนั้น Fred อาจสังเกตเห็นป้ายของฟาร์มผึ้งในช่อดอกไม้ และทำให้คุณตกอยู่ใน Drama อีกครั้งเมื่อคุณรู้ตัวขึ้นมาก็เป็นได้
Fred นั้นต้องการที่จะให้ CM ได้รับรู้ถึงประสบการณ์ผ่านทางกลไกการเตือนภัยเพื่อปกป้องตัวของคุณเอง (PW) อย่างไรก็ตาม CM ก็อาจจะยังคงพยายามที่จะปิดกั้นการรับรู้ต่อมัน แต่ยิ่ง CM ของคุณพยายามที่จะปัดป้องความรู้สึกนั้นมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็นการทำลายระบบเตือนภัยเกี่ยวกับพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นซ้ำๆของคุณมากขึ้นเท่านั้น
จากที่เราได้กล่าวถึงไปนั้น จะสังเกตได้ว่าความพยายามของ Fred นั้นมีจุดประสงค์ในทางบวกอยู่เสมอ และแท้จริงแล้ว พวกเราทุกคนต่างก็ได้รับในสิ่งที่เราต้องการด้วยกันทั้งสิ้น (หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือสิ่งที่ Fred นั้นต้องการ) การพยายามปฏิเสธหรือเมินเฉยความรู้สึกจาก CM จึงกลายเป็นการยอมรับและยืนยันอาการที่เกิดขึ้นไปโดยปริยาย

Under Fred เส้นทางการสื่อสารโดยไม่รู้ตัวของมนุษย์


พวกเราทุกคนล้วนแล้วแต่มี Fred อยู่ภายในจิตใจ โดยที่ Fred ทั้งหลายนั้นจะเชื่อมโยงถึงกันและกันอยู่ภายใต้ Under Fred ซึ่งก็คือเครือข่ายในการติดต่อสื่อสารเส้นหลักของ Fred หลายๆส่วน และพวกมันจะรับรู้โดยสัญชาติญาติญาณได้ว่า Fred ในส่วนไหนคือพันธมิตรของพวกมันในการที่จะสร้างพฤติกรรมที่สุดโต่ง (Drama) ออกมาได้ ยกตัวอย่างเช่น เรามักพบว่าผู้คนที่เติบโตมาด้วยการถูกข่มเหงในวัยเด็ก มักที่จะเป็นที่ดึงดูดใจอย่างมากสำหรับกลุ่มบุคคลซึ่งมีพฤติกรรมที่ชอบการทารุณ และพวกเขาก็อาจที่จะเลือกบุคคลเหล่านี้เป็นคู่ครองเสียด้วย
[ในทางเดียวกันนี้ CM ของเราก็มีวิธีการสื่อสารกับพวกมันเองด้วยเช่นกัน โดยที่พวกมันจะเชื่อมต่อกันผ่านทาง “จิตสำนึกที่สะสมกันมาแต่อดีตกาล” (Collective Consciousness) ซึ่งจะเก็บสะสมเอาภาษา, เทคโนโลยี และ Know how ของเราเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ดิคชันนารี่, ห้องสมุด และอินเตอร์เนท สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เก็บสะสม CC เอาไว้ทั้งสิ้น หรือหากจะยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ CC เกี่ยวกับการเล่นหุ้นในขณะนี้นั้นก็มักที่จะถูกเก็บเอาไว้ในโลกของอินเตอร์เนทนั่นเอง ซึ่งในทางกลับกันแล้ว “จิตไร้สำนึกที่สะสมกันมาแต่อดีตกาล” (Collective UnConsciousness) ของพวกเราก็จะถูกเก็บไว้อยู่ในก้นบึ้งของ Fred นั่นเอง]

ประโยชน์ของกระบวนการจิตวิทยาการลงทุนบำบัด – การสร้างการลื่นไหลของประสบการณ์

จากสิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น กระบวนการ TTP จะช่วยสนับสนุนการลื่นไหลของประสบการณ์จาก Fred ไปยัง CM ของพวกเรา (การรับรู้และยอมรับต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น) และช่วยสร้างความกระปี้กระเป่าเพิ่มความสามารถให้กับ CM ในการที่จะรับสัญญาณ PW จาก Fred ให้ได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นแล้ว กระบวนการ TTP จึงตั้งใจที่จะละทิ้งวิธีการเดิมๆที่คนส่วนใหญ่ปฎิบัติกัน เช่น การพยายามนำเสนอด้วยข้อมูลต่างๆ, การพยายามยุยงให้กระทำสิ่งใดๆ, การแนะแนวทางต่างๆ หรือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับ Drama นั้นๆ เพราะแท้จริงแล้วประโยชน์ของกระบวนการ TPP นั้นอยู่ที่การแบ่งปันความรู้สึกที่เกิดขึ้น, การสะท้อนถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น และการพยายามส่งเสริมให้ผู้อื่นรู้สึก หรือยอมรับในสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆนั่นเอง

กระบวนการและปรากฏการณ์ของ TPP


เมื่อกระบวนการ TPP ได้เกิดขึ้นนั้น จะค่อยๆเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆขึ้นตามลำดับดังนี้
ช่วงที่ 1 : การรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น (ความรู้สึกในแง่ลบ)
  • การปฏิเสธและเพิกเฉยจาก CM
  • ใช้การบอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกและหนทางอื่นๆ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงจากปัญหาที่จะเกิดขึ้น
  • ความรู้สึกอึดอันจากการยอบรับต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น
ช่วงที่ 2 : เมื่อ Fred สามารถติดต่อสื่อสารกับ CM ได้อย่างราบรื่น (จนไม่หลงเหลืออะไรอยู่เลย)
  • ความผ่อนคลายซึ่งแสดงออกมาผ่านทางร่างกาย
  • ภาวะความรู้สึกเบาโล่งสบาย
  • ความรู้สึกซาบซ่านจากความโล่งใจที่เกิดขึ้น
  • ความรู้สึกพรั่งพรูที่เกิดขึ้นจากการได้รับการปลดปล่อยอารมณ์
  • เกิดช่วงเวลาซึ่งเป็นวินาทีของการเข้าถึงบางอย่าง (Ahaaa Moment) หลังจากที่สิ่งต่างๆดูจะเข้ารูปเข้ารอยขึ้น
  • เกิดการพัฒนาขึ้นของปัญญาในส่วนที่เคยเป็นปัญหาอยู่แต่เดิม
ช่วงที่ 3 : เมื่อชีวิตค่อยๆดำเนินต่อไป และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ
  • อาการหรือพฤติกรรมที่ย่ำแย่ซ้ำซากจำเจจะค่อยๆหายไป
  • อาการหมกมุ่นอยู่กับความวิตกกังวลลดน้อยลงไป
  • ความสมดุลระหว่างอารมณ์และเหตุผล
  • ใช้ชีวิตอยู่ในภาวะที่จิตใจผ่องใส
  • มีชีวิตที่ดีขึ้น
  • มีความสามารถในการเก็งกำไร/ลงทุนได้อย่างดีขึ้น
  • มองเห็นโอกาสต่างๆที่ผ่านเข้ามาได้อย่างชัดเจนขึ้น
  • สุขภาพกายและใจดีขึ้น
  • มีชีวิตที่มีความสมดุลระหว่างการกินอยู่และการลงทุน
  • เข้าสู่จุด Zero Point (จุดที่จิตใจโล่งสบาย จากการที่จิตใต้สำนึกได้รับการปลดปล่อยความรุ้สึกต่างๆออกมาจนหมดสิ้น)
.
…..
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ? หวังว่าบทความในวันนี้จะทำให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญต่อการยอมรับกับความรู้สึกของตัวเองให้มากขึ้น อย่าพยายามปิดกั้นความรู้สึกของเราจนเกินไปจนเก็บกดมันเอาไว้ เพราะนอกจากมันจะดีกับชีวิตของเราแล้ว มันยังจะช่วยให้พฤติกรรมในการลงทุน/เก็งกำไรของเราดีขึ้นมากๆอีกด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าผลการลงทุนของคุณจะต้องดีขึ้นตามมาอย่างแน่นอนครับ ^_^